เหรียญนี้ราคาค่านิยมในปัจจุบันแพงมากๆ เหตุเพราะความต้องการมีมากๆแต่จำนวนมีไม่มากเมื่อครั้งแรกผลิตออกมาในปีพ.ศ.๒๕๐๐สามพันเหรียญเป็นเนื้อทองแดงล้วนๆไม่มีเนื้ออื่นโดยท่านอาจารย์ ทิมสั่งให้สร้างและท่านปลุกเสกเอง บางท่านว่ามีเนื้อทองคำด้วย ผู้เขียนบอกว่าเนื้อทองคำนั้นปล่อยให้คนบ้าเห่อเล่นไปเถอะเพราะคนมีเงินมากชอบลมปากมากกว่าความจริง ส่วนรุ่นสองสร้างห้าพันเหรียญในเวลาใกล้เคียงกันแต่ต่างพ.ศ.คือสร้างในปีพ.ศ.๒๕๐๑แต่ท่านอาจารย์ให้ทำกาหลั่ยเงินและกาหลั่ยทองเพื่อให้แยกออกจากรุ่นแรก อย่างไรก็ตามความนิยมถือพอๆกันหากเหรียญสวยๆก็ราคาแพงสุด โดยเหรียญทองแดงสวยๆจะแพงกว่าเพราะศักดิ์ศรีเป็นรุ่นพี่
ส่วนของปลอมนั้นมากมายนัก การมีของปลอมก็ดีเพราะทำให้ของจริงยิ่งราคาแพงสุดๆ ดังนั้นนักนิยมพระเครื่องต้องศึกษาและใฝ่ใจจริงจึงจะได้ของแท้ ควรเช่าพระที่สวยๆ พระสึกให้ผู้ชำนาญการเขาเช่าไป หากท่านชำนาญและกล้าเช่าแต่ต้องราคาไม่แพงเหตุเพราะถ้าท่านจะปล่อยต่อนั้นยากยิ่ง ขนาดของสวยๆยังดูยาก นับภาษาอะไรกับของสึกๆ ย่อมยากกว่าเสมอและตำหนิก็หดหายไปมากตามการใช้
เหรียญรุ่นนี้นอกจากจะดูพิมพ์ทรง/ตำหนิแล้วต้องดูเนื้อโลหะด้วยเพราะเนื้อโลหะทองแดงที่ใช้จะอ่อนมีลอยปริ้นของเนื้อทางด้านหลัง นอกจากนี้ก็ต้องดูขอบตัดของเหรียญด้วย หากท่านจะแสวงหาเหรียญรุ่นนี้ท่านต้องศึกษานานๆอ่านตำหนิให้ออกและควรเลือกเช่าเหรียญสวยสึกน้อย นอกจากเนื้อทองแดงแล้วเนื้ออื่นๆไม่ควรเล่น เหรียญรุ่นนี้ถ้าท่านจะได้ของแท้ในตลาดพระเครื่องธรรมดาทั่วๆไปท่านต้องเก่งจริงๆวิชาต้องแน่นมากๆ ท่านจึงจะมีโอกาสเช่าหาได้ในราคาไม่แพงเว่อเกินไป อย่าลืมว่าของแท้ใครๆก็สงวนไว้ ถ้าท่านศึกษาไม่ดีจริงไม่สู่ราคา ท่านก็อย่าไปเล่นจึงจะปลอดภัยไม่เสียเงินฟรีๆซื้อของเก๊
ภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
-----------------------------------------------------------------------------------------
สวย-แท้ พระเครื่อง
Blog นี้จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระเครื่องชั้นนำของเมืองไทย นำพระแท้/สวยมาบรรยาย ไม่เน้นการพาณิชย์ เน้นความแท้จริงของพระเครื่องนั้นๆ จัดทำขึ้นเพื่อนชนรุ่นหลัง จะได้เล่นหาสะสมพระเครื่องแท้ สำหรับตนเองและลูกหลานต่อๆไปในอนาคต พระแท้นั้นย่อมเปลี่ยนมือกันได้ ให้จำไว้เสมอ
Wednesday, June 5, 2013
Monday, April 8, 2013
พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์
พระพิมพ์นี้ ค่อนข้างหายากเซียนบางคนก็ไม่ยอมรับเหตุด้วยหายากจึงไม่เล่นกันว่างั้นเถอะ
แต่พิมพ์ปรกโพธิ์นั้นเป็นพิมพ์พระที่สวยและเนื้อหามวลสารมักติดแม่พิมพ์ชัดดี เพราะว่าแม่พิมพ์นั้นค่อนข้างจะละเอียด การที่จะให้พิมพ์ติดชัดก็ต้องผสมเนื้อมวลสารให้ละเอียดตามไปด้วย จึงจะเห็นผล
พิมพ์นี้มีใบโพธิ์ข้างละแปดใบ รวมสองข้างสิบหกใบ พระพิมพ์ติดชัดดีมาก เนื้อพระมีมวลสารแบบของวัดระฆังจึงค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นสมเด็จวัดระฆัง มวลสารเม็ดพระธาตุมีมากพอควร คราบแป้งมากเพราะพระเนื้อละเอียดต้องโรยแป้งมากเพื่อให้พระพิมพ์ออกมาได้สวย ส่องกล้องดูมีเงาเป็นเกล็ดๆสวยงามดี ด้านหลังพระมีล่องรอยการหดตัวของมวลสาร พระแห้งสนิทเคาะกับโลหะมีเสียงดังกังวาล ด้านหลังเห็นรอยปูไต่ ด้านหน้ามีรอยรูพรุน เข่าสูตรตามหลักการดูพระสมเด็จ ตามตำรา มองเห็นขอบพระที่เป็นเส้นกำหนดการแกะแม่พิมพ์ได้ดี นี่ก็น่าจะแสดงออกว่าเป็นแม่พิมพ์ของฝีมือช่างหลวงและคงเป็นพระที่พิมพ์ในสมัยของหลวงวิจารณ์เจียรนัยหลังทำแม่พิมพืไปถวายท่านสมเด็จโต
ภาพประกอบให้ชม
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------------
แต่พิมพ์ปรกโพธิ์นั้นเป็นพิมพ์พระที่สวยและเนื้อหามวลสารมักติดแม่พิมพ์ชัดดี เพราะว่าแม่พิมพ์นั้นค่อนข้างจะละเอียด การที่จะให้พิมพ์ติดชัดก็ต้องผสมเนื้อมวลสารให้ละเอียดตามไปด้วย จึงจะเห็นผล
พิมพ์นี้มีใบโพธิ์ข้างละแปดใบ รวมสองข้างสิบหกใบ พระพิมพ์ติดชัดดีมาก เนื้อพระมีมวลสารแบบของวัดระฆังจึงค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นสมเด็จวัดระฆัง มวลสารเม็ดพระธาตุมีมากพอควร คราบแป้งมากเพราะพระเนื้อละเอียดต้องโรยแป้งมากเพื่อให้พระพิมพ์ออกมาได้สวย ส่องกล้องดูมีเงาเป็นเกล็ดๆสวยงามดี ด้านหลังพระมีล่องรอยการหดตัวของมวลสาร พระแห้งสนิทเคาะกับโลหะมีเสียงดังกังวาล ด้านหลังเห็นรอยปูไต่ ด้านหน้ามีรอยรูพรุน เข่าสูตรตามหลักการดูพระสมเด็จ ตามตำรา มองเห็นขอบพระที่เป็นเส้นกำหนดการแกะแม่พิมพ์ได้ดี นี่ก็น่าจะแสดงออกว่าเป็นแม่พิมพ์ของฝีมือช่างหลวงและคงเป็นพระที่พิมพ์ในสมัยของหลวงวิจารณ์เจียรนัยหลังทำแม่พิมพืไปถวายท่านสมเด็จโต
ภาพประกอบให้ชม
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------------
Tuesday, April 2, 2013
พระพิมพ์สมเด็จของหลวงวิจารณ์เจียรนัย
พิมพ์พระของท่านมักเป็นพิมพ์สวยเหตที่ว่าท่านเป็นช่างหลวงฝีมือดี
ท่านผลิตแม่พิมพ์ออกมาโดยมากเป็นพิมพ์ใหญ่จำนวนแม่พิมพ์ไม่มากเพราะแค่เป็นของเสริม เพื่อให้ท่านสมเด็จโตใช้ทำพระสมเด็จของท่านเอง
เนื้อพระส่วนผสมโดยมากมักเป็นเนื้อปูนเปลือกหอยผสมมวลสารจากท่านสมเด็จโตที่ท่านยังพอมี มวลสารจึงมีไม่มากเสมือนตอนแรกๆที่ท่านสมเด็จโตสร้างพระสมเด็จและใช้แม่พิมพ์ที่ชาวบ้านทำถวาย อย่าลืมว่าท่านสมเด็จโตนั้นผลิตพระสมเด็จมานานแล้วก่อนที่หลวงวิจารณ์เจียรนัยจะสร้างแม่พิมพ์ไปถวายเพราะศรัทธาท่านสมเด็จโตพูดง่ายๆคือมารู้จักท่านช้าไปคงเป็นช่วงปี๒๔๐๐ เพราะท่านสมเด็จโตท่านมรณะภาพในปี๒๔๑๕ ช่วงนี้ท่านก็อายุมากแล้วด้วย
การเล่นพระสมเด็จโดยอาศัยแม่พิมพ์ของหลวงวิจารณ์เจียรนัยนับเป็นสิ่งดี เพราะแม่พิมพ์มาตรฐานการวิเคราะห์ง่ายว่าแท้/เก๊ และจำนวนพระสมเด็จก็ไม่มากมายเกินที่จะวิเคราะห์ไม่ได้
เซียนพระส่วนมากมักจะนิยมเล่นพระสมเด็จจากแม่พิมพ์นี้เพราะมั่นใจได้มากกว่า ราคาพระสมเด็จจากแม่พิมพ์ของท่านจึงแพงและมักแพงมาก ก็ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว
พระสมเด็จนั้นขอบข้างโดยมากมักไม่คมผู้เขียนเข้าใจว่าคงไม่ตัดขอบพระเพราะแม่พิมพ์มาตรฐานคงปาดด้านหลังและเคาะเอาพระออกมาเลยทันทีที่ทำพระเสร็จดังนั้นขอบพระจึงไม่มีลอยตัดคมให้เห็น/เมื่อเคาะกับโลหะมักเสียงกังวาล/เนื้อพระมักมีลอยเหนอะอันเนื่องมาจากการไหลซึมออกมาของน้ำมวลสารที่ทำพระสมเด็จกาลเวลาผ่านไปเมื่อแห้งแล้วจะเกิดลอยเหนอะทั่วๆไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พื้นผนังพระจะเห็นชัด/ด้านหลังมักมีลอยรูพรุนเล็กๆทั่วไปหมดทั้งแผ่น/พระสมเด็จวัดระฆังต้องมีมวลสารจะมากหรือน้อยนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งขึ้นอยู่กับการผสมเนื้อพระและการปรากฏให้เห็นของมวลสาร/พื้นผนังพระมักยุปลงไปมองเห็นชัดเจน/เส้นแนวตัวพระและฐานพระมักนูน/ใบหน้ามักเป็นรูปทรงไข่/มองเห็นเส้นแนวการกำหนดเส้นขอบพระได้ดี
ที่กล่าวมาข้างต้นต้องศึกษาให้ดีถ้าท่านชอบแม่พิมพ์พระสมเด็จของหลวงวิจารณ์เจียรนัยต้องใช้เวลา
ดูภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
-----------------------------------------------------------------------------------
ท่านผลิตแม่พิมพ์ออกมาโดยมากเป็นพิมพ์ใหญ่จำนวนแม่พิมพ์ไม่มากเพราะแค่เป็นของเสริม เพื่อให้ท่านสมเด็จโตใช้ทำพระสมเด็จของท่านเอง
เนื้อพระส่วนผสมโดยมากมักเป็นเนื้อปูนเปลือกหอยผสมมวลสารจากท่านสมเด็จโตที่ท่านยังพอมี มวลสารจึงมีไม่มากเสมือนตอนแรกๆที่ท่านสมเด็จโตสร้างพระสมเด็จและใช้แม่พิมพ์ที่ชาวบ้านทำถวาย อย่าลืมว่าท่านสมเด็จโตนั้นผลิตพระสมเด็จมานานแล้วก่อนที่หลวงวิจารณ์เจียรนัยจะสร้างแม่พิมพ์ไปถวายเพราะศรัทธาท่านสมเด็จโตพูดง่ายๆคือมารู้จักท่านช้าไปคงเป็นช่วงปี๒๔๐๐ เพราะท่านสมเด็จโตท่านมรณะภาพในปี๒๔๑๕ ช่วงนี้ท่านก็อายุมากแล้วด้วย
การเล่นพระสมเด็จโดยอาศัยแม่พิมพ์ของหลวงวิจารณ์เจียรนัยนับเป็นสิ่งดี เพราะแม่พิมพ์มาตรฐานการวิเคราะห์ง่ายว่าแท้/เก๊ และจำนวนพระสมเด็จก็ไม่มากมายเกินที่จะวิเคราะห์ไม่ได้
เซียนพระส่วนมากมักจะนิยมเล่นพระสมเด็จจากแม่พิมพ์นี้เพราะมั่นใจได้มากกว่า ราคาพระสมเด็จจากแม่พิมพ์ของท่านจึงแพงและมักแพงมาก ก็ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว
พระสมเด็จนั้นขอบข้างโดยมากมักไม่คมผู้เขียนเข้าใจว่าคงไม่ตัดขอบพระเพราะแม่พิมพ์มาตรฐานคงปาดด้านหลังและเคาะเอาพระออกมาเลยทันทีที่ทำพระเสร็จดังนั้นขอบพระจึงไม่มีลอยตัดคมให้เห็น/เมื่อเคาะกับโลหะมักเสียงกังวาล/เนื้อพระมักมีลอยเหนอะอันเนื่องมาจากการไหลซึมออกมาของน้ำมวลสารที่ทำพระสมเด็จกาลเวลาผ่านไปเมื่อแห้งแล้วจะเกิดลอยเหนอะทั่วๆไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พื้นผนังพระจะเห็นชัด/ด้านหลังมักมีลอยรูพรุนเล็กๆทั่วไปหมดทั้งแผ่น/พระสมเด็จวัดระฆังต้องมีมวลสารจะมากหรือน้อยนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งขึ้นอยู่กับการผสมเนื้อพระและการปรากฏให้เห็นของมวลสาร/พื้นผนังพระมักยุปลงไปมองเห็นชัดเจน/เส้นแนวตัวพระและฐานพระมักนูน/ใบหน้ามักเป็นรูปทรงไข่/มองเห็นเส้นแนวการกำหนดเส้นขอบพระได้ดี
ที่กล่าวมาข้างต้นต้องศึกษาให้ดีถ้าท่านชอบแม่พิมพ์พระสมเด็จของหลวงวิจารณ์เจียรนัยต้องใช้เวลา
ดูภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
-----------------------------------------------------------------------------------
Wednesday, March 27, 2013
โดยบังเอิญ รูปหล่ิอหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม
องคนี้มีเม็ดลูกนัยน์ตาด้วยทั้งสองข้าง การหล่อพระสมบูรณ์แบบ ขี้เบ้ายังติดสมบูรณ์ดี เนื้อทองเหลืองผสมทองคำยังปรากฏให้เห็น นับว่าเป็นพระอีกองค์ที่หล่อได้ดีและสวยงามมาก พิมพ์ทรงถูกต้องตามหลักการสากลที่นิยมกัน เชิญดูภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------
Monday, March 25, 2013
อยากให้ท่านชมพระซุ้มกอสวย-แท้
พระซุ้มกอองค์นี้ผสมน้ำว่าน องค์พระเนียนสวย/สีสวย ลักษณะพระเนื้อแบบนี้ไม่ต้องใช้กล้องส่องก็รู้ทันทีว่าเป็นพระแท้แน่นอนไร้ข้อสงสัย เหตุเพราะพระลักษณะประเภทนี้มีจำนวนหมุนเวียนน้อย ใช้พิมพ์ลงในนิตยสารพระเครื่องจนเป็นที่คุ้นตากันมานมนานนับแต่อดีต เป็นพระต้นแบบประเภทดูง่ายที่ใครๆอยากได้เป็นเจ้าของ เนื้อพระประเภทนี้ท่านจำไว้คือพระซุ้มกอเกรดดี มีราคาสูงและนิยม เป็นพระที่ไม้ต้องแสวงหาใบประกาศและคำยืนยัน
พระเนื้อดินผสมน้ำว่านเป็นตำหรับการทำพระเครื่องมาแต่อดีตเพราะน้ำว่านช่วยรักษาเนื้อพระให้คงอยู่ได้นานไม่แตกร้าวเวลาถูกความร้อนเมื่อเผา/หรือสุมไฟ
ท่านที่ชอบพระเนื้อดินพระองค์นี้มีอะไรให้ศึกษามากมาย ลองชมภาพประกอบดูเอง
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
พระเนื้อดินผสมน้ำว่านเป็นตำหรับการทำพระเครื่องมาแต่อดีตเพราะน้ำว่านช่วยรักษาเนื้อพระให้คงอยู่ได้นานไม่แตกร้าวเวลาถูกความร้อนเมื่อเผา/หรือสุมไฟ
ท่านที่ชอบพระเนื้อดินพระองค์นี้มีอะไรให้ศึกษามากมาย ลองชมภาพประกอบดูเอง
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
Sunday, March 24, 2013
ทำเนียบเหรียญดังยอดนิยมในวงการพระเครื่องไทย
ผู้เขียนเองชอบการผจญภัยในการแสวงหาเหรียญพระเครื่องดังๆในวงการพระเครื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามพระต่างๆ กล้าแสวงหาเช่าพระเครื่องในสนามพระที่มีของเก๊มากกว่าของแท้หลายช่วงตัว อย่างชนิดหนึ่งต่อพันหรือหนึ่งต่อหมื่น แต่มันสนุกตื่นเต้นเหมือนการออกไปผจญภัย เพราะถ้าได้ของจริงของแท้มันมีความสุขมากหลาย แต่ถ้าได้ของเทียมก็เหงื่อออกเศร้าใจเพราะเสียเงินไปมากโข แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ย่อมเป็นธรรมดาของคนชอบเล่นพระเครื่องที่เข้าใจความจริงในข้อนี้ ของแท้เราเก็บไว้/ภูมิใจ/ดีใจ/มีสุข ของเก๊เราเอามาเป็นบทเรียนและแยกไว้ต่างหาก นี่แหละคือหลักการใหญ่ของการเล่นพระเครื่องของผู้เขียน ไม่เคยโวยวายเมื่อได้ของเก๊และดีใจสุด/ภูมิใจสุดเมื่อได้ของแท้ ผู้เขียนทำแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว อีกทั้งมีข้อยกเว้นว่าการหาเช่าพระเครื่องต้องไม่ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนเป็นอันขาด แต่พระเครื่องชิ้นใดที่ขายทำเงินได้ก็ให้ครอบครัวไป ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เป็นทุนเช่าพระต่อๆไป การเช่าพระเครื่องผู้เขียนไม่กลัวเรื่องพระแท้/เก๊แต่กลัวเรื่องราคาแพงเว่อร์เกินไปและไม่อยากต่อราคาเพราะจะหมางใจต่อกัน จะเช่าราคาสมเหตุสมผลพอเช่าได้ หรือไม่ก็กลับมาเช่าใหม่ถ้าเงินพอและพระยังอยู่ในสนาม
การเล่นพระเครื่องต้องศึกษาขอเน้นว่าต้องศึกษานะครับ ไม่ใช่เล่นพระเพราะใบประกาศนียบัตรหรือคนอื่นบอกว่าแท้ เรื่องดังกล่าวเป็นแค่เรื่องรองๆลงมาถือเป็นน้ำจิ้มเท่านั้น พระแท้นั้นเปรียบเสมือนลายมือคน เมื่อพิมพ์ถูกเนื้อใช่ธรรมชาติถึงก็คือแท้ผิดจากนี้ก็คือเก๊เพราะนีคือหลักการที่ใช้กันมาตลอดเหมือนกับการพิสูจน์ลายมือคนที่มีหลักกการกำหนดเช่นกัน ฟังดูง่ายๆแค่พิมพ์ถูก/เนื้อใช่/ธรรมชาติถึงคือพระแท้ แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ แต่ละหัวข้อสามารถเอามาเขียนเป็นหนังสือได้แต่ละเล่มเป็นอย่างดี ต้องศึกษาเท่านั้นถึงจะได้ข้อสรุปว่าพิมพ์ถูกเนื้อใช่เป็นเช่นไร
วันนี้ขอลงให้ชมตัวอย่างทำเนียบเหรียญดังที่สะสมมาเพื่อให้ความรู้ ของแท้ย่อมแท้ตลอดกาลไม่ว่าจะอยู่กับใคร จะเป็นยาจกขอทาน/เศรษฐี/คนแก่คนหนุ่ม/หญิงหรือชาย/เด็กผู้ใหญ่ทุกคนมีสิทธิเป็นเจ้าของ ลองเอาของท่านมาเทียบชมดูแล้วท่านจะทราบเอง พระแท้มันแสดงออกอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว ท่านศึกษามาหรือเปล่า? ก่อนที่ท่านจะได้คำตอบสุดท้ายให้กับตนเอง
พวกเซียนที่ชอบเขียนชี้ตำหนิพระเครื่องในเชิงว่าของแท้ต้องแบบของตนเองที่มีอยู่ถ้าแบบอื่นไม่เหมือนของตนตีเก๊หมด เซียนพวกนี้มักชอบใช้วิชาการตลาดเพื่อตีค่าของแท้ของตนในราคาแพงสุดกู่ ขายชิ้นเดียวก็นอนกินไปสิบๆปี คนพวกนี้มักทำให้วงการพระเครื่องเสียหายไม่เป็นผลดีทางการเล่นพระเครื่องและมักชอบรวมหัวกันเพื่อช่วยกันให้ตนเองและพรรคพวกกันปลอดภัย ต้องและวังอย่างยิ่ง พวกคนมีเงินมักโดยหรอกมาตลอด ถ้าไม่เชื่อผม ลองเอาพระที่ท่านซื้อมาขายคืนให้มันซิ มันจะแก้ตัวต่างๆนาๆหรือถ้าซื้อคืนมันก็จะหักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ไปลองดูไป ในสนามพระนั้นแหละที่ท่านไปเช่าพระเขามา
ชมพระเครื่องสะสมของผู้เขียนเอง
ทั้งหมดคือตัวอย่างบางส่วนของพระเครื่องแท้ที่สะสมมาตลอดเวลาหลายสิบปี
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
การเล่นพระเครื่องต้องศึกษาขอเน้นว่าต้องศึกษานะครับ ไม่ใช่เล่นพระเพราะใบประกาศนียบัตรหรือคนอื่นบอกว่าแท้ เรื่องดังกล่าวเป็นแค่เรื่องรองๆลงมาถือเป็นน้ำจิ้มเท่านั้น พระแท้นั้นเปรียบเสมือนลายมือคน เมื่อพิมพ์ถูกเนื้อใช่ธรรมชาติถึงก็คือแท้ผิดจากนี้ก็คือเก๊เพราะนีคือหลักการที่ใช้กันมาตลอดเหมือนกับการพิสูจน์ลายมือคนที่มีหลักกการกำหนดเช่นกัน ฟังดูง่ายๆแค่พิมพ์ถูก/เนื้อใช่/ธรรมชาติถึงคือพระแท้ แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ แต่ละหัวข้อสามารถเอามาเขียนเป็นหนังสือได้แต่ละเล่มเป็นอย่างดี ต้องศึกษาเท่านั้นถึงจะได้ข้อสรุปว่าพิมพ์ถูกเนื้อใช่เป็นเช่นไร
วันนี้ขอลงให้ชมตัวอย่างทำเนียบเหรียญดังที่สะสมมาเพื่อให้ความรู้ ของแท้ย่อมแท้ตลอดกาลไม่ว่าจะอยู่กับใคร จะเป็นยาจกขอทาน/เศรษฐี/คนแก่คนหนุ่ม/หญิงหรือชาย/เด็กผู้ใหญ่ทุกคนมีสิทธิเป็นเจ้าของ ลองเอาของท่านมาเทียบชมดูแล้วท่านจะทราบเอง พระแท้มันแสดงออกอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว ท่านศึกษามาหรือเปล่า? ก่อนที่ท่านจะได้คำตอบสุดท้ายให้กับตนเอง
พวกเซียนที่ชอบเขียนชี้ตำหนิพระเครื่องในเชิงว่าของแท้ต้องแบบของตนเองที่มีอยู่ถ้าแบบอื่นไม่เหมือนของตนตีเก๊หมด เซียนพวกนี้มักชอบใช้วิชาการตลาดเพื่อตีค่าของแท้ของตนในราคาแพงสุดกู่ ขายชิ้นเดียวก็นอนกินไปสิบๆปี คนพวกนี้มักทำให้วงการพระเครื่องเสียหายไม่เป็นผลดีทางการเล่นพระเครื่องและมักชอบรวมหัวกันเพื่อช่วยกันให้ตนเองและพรรคพวกกันปลอดภัย ต้องและวังอย่างยิ่ง พวกคนมีเงินมักโดยหรอกมาตลอด ถ้าไม่เชื่อผม ลองเอาพระที่ท่านซื้อมาขายคืนให้มันซิ มันจะแก้ตัวต่างๆนาๆหรือถ้าซื้อคืนมันก็จะหักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ไปลองดูไป ในสนามพระนั้นแหละที่ท่านไปเช่าพระเขามา
ชมพระเครื่องสะสมของผู้เขียนเอง
ทั้งหมดคือตัวอย่างบางส่วนของพระเครื่องแท้ที่สะสมมาตลอดเวลาหลายสิบปี
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
Saturday, March 23, 2013
เหรียญหลวงพ่ออี๋ สัตหีบ ชลบุรี
เหรียญนี้เป็นเหรียญดังของภาคตะวันออก ราคาเช่าหาอยู่ที่หลักแสนแต่ต้องไม่สึกมาก หายากเพราะจำนวนการผลิตที่น้อยและที่หายสาบสูญไปอีกก็มากเพราะสมัยก่อนการเก็บรักษาไม่ใฝ่ใจเหมือนในสมัยนี้ ใครมีก็หวงแหนและรอราคาดีจึงจะปล่อยออกไป เป็นเหรียญเนื้อทองแดง/ทองแดงกะไหล่เงิน โอกาสที่จะพบหาในแผงขายพระทั่วๆไปนั้นยากยิ่ง
ประวัติวัดสัตหีบ
วัดสัตหีบ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม " วัดหลวงพ่ออี๋ " ก็เพราะว่า หลวงพ่ออี๋ เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นโดยตั้งอยู่เลขที่ 333
หมู่ 1 ถนนชายทะเล ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยวัดถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 นายขำ และ นางเอียง ทองขำ
ได้ขอพระราชทานอธิบดีเป็นที่ดินว่างเปล่าเป็นป่าไม้ที่ไม่มีเจ้าของอนุญาตให้สร้างวัด ด้านเหนือติดทางเกวียน ด้านใต้ติดทะเลและ
ด้านตะวันตกติดป่า ด้านตะวันออกติดที่ดินบ้านสัตหีบ โดยในปัจจุบันวัดนี้มีเนื้อที่จำนวน 30 ไร่ 28 ตารางวา ได้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมาอุโบสถหลังแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน ร.ศ. 138 พ.ศ.2463 เนื้อที่ได้รับพระราชทาน กว้าง 2 เส้น ยาว 3 เส้น
ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดสัตหีบ
1. พระครูวรเวทมุนี (หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร) พ.ศ.2442 - พ.ศ.2489 รวม 47 ปี
2. พระครูศรีสัตตคุณ ( พ.ม.เกษม สนตุสสโก ) พ.ศ.2489 - พ.ศ.2496 รวม 7 ปี
3. พระครูศรีสัตตคุณ ( บัญญัติ โกมุทโท ) พ.ศ.2496 - พ.ศ.2527 รวม 31 ปี
4. พระครูวิบูลธรรมบาล ( เหล็ง ธมมปาโล ) พ.ศ.2527 - จนถึงปัจจุบัน
ประวัติของหลวงพ่ออี๋ พระครูวรเวทมุนี หรือที่ปรากฏในนามที่รู้จักกันทั่วไปว่า
" หลวงพ่ออี๋ " เพราะท่านชื่อ " อี๋ " ตั้งแต่เกิด เป็นบุตรชายของ นายขำ และนางเอียง
ทองขำ เกิดวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2408 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 11 ค่ำเดือน 11
ปีฉลูที่บ้านตำบลสัตหีบ กิ่งอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อท่านอายุได้ 25 ปีได้
เข้าอุปสมบทที่วัดอ่างศิลานอกมี พระอาจารย์จั่น จนทโส เป็นพระอุปัชฌาย์
โดยในครั้งนั้นพระอุปฌาย์ได้ตั้งฉายาให้กับท่านว่า " พุทธสโร "
เมื่อท่านอุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระธรรมวินัย และศาสนพิธีในสำนักพระอุปัชฌาย์รวม 6
พรรษาโดยว่าเรื่องพระพุทธมนต์ หรือความแม่นยำในพระปาฏิโมกข์ และต่อมาได้ไปศึกษา
วิปัสสนาธุระ ในสำนักของท่านพระครูนิโรธาจารย์ (หลวงพ่อปาน) วัดบางเหี้ย ที่จังหวัด
สมุทรปราการ จนมีความชำนาญในสมถะวิปัสสนาจึงได้กลับมาจำพรรษาที่วัดอ่างศิลาอีก
เมื่อพรรษาที่ 11 ท่านได้กลับมาเยี่ยมญาติที่วัดสัตหีบ และในพรรษานั้นเองท่านได้ร่วมมือ
กับญาติโยมจัดการย้ายสำนักสงฆ์เดิมที่มีอยู่ที่หัวตลาด มาสร้างที่วัดสัตหีบในปัจจุบัน
และญาติโยมได้อาราธนาให้ท่านปกครองวัดสัตหีบ สืบจนสิ้นอายุขัยของท่าน
ท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ท่านมีส่วนในการสร้างเสมอ นับว่าท่านมีบุญคุณ
แก่วัดสัตหีบเป็นอันมาก ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลสัตหีบเมื่อ พ.ศ. 2467 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระ
อุปัชฌาย์ เมื่อตำบลสัตหีบได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงกิ่งอำเภอสัตหีบในปี
พ.ศ.2484 โดยท่านได้รับสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูวรเวทมุนี ซึ่งท่านมีความรู้ทางด้านวิปัสสนาธุระซึ่งญาติโยมทั้งหลายต่างนิยม
มาให้ท่านปลุกเสกแม้ท่านจะได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูวรเวทมุนี แล้วก็ตามประชาชนทั่วไปก็ยังนิยมเรียกท่านว่า " หลวงพ่ออี๋ "
จริยวัตรของท่าน พระครูวรเวทมุนี หรือ หลวงพ่ออี๋ ท่านเป็นสุปฎิปัณโณรูปหนึ่ง เพราะท่านเต็มไปด้วยความเมตตาไม่รักหรือ
โลภโกรธหลง ในสิ่งรอบกายและเอกลาภใดๆ ไม่ว่าจะได้เงินทองหรือสิ่งของมีค่าต่างๆที่ชาวบ้านต่างมาถวายท่านก็มิได้ใยดีต่อสิ่ง
ของเหล่านั้นโดยท่านจะนำสิ่งของเหล่านั้นมากองๆไว้ในห้องส่วนตัวของท่าน ส่วนตัวท่านเองไม่ได้อยู่ในห้องนั้น กลับออกมานอน
ข้างนอกท่ามกลางกองสมุนไพรบนเสื่อหมอนเล็กๆทั้งนี้เพื่อความสะดวกของบรรดาชาวบ้านที่จะมาขอความช่วยเหลือจากท่าน
หลวงพ่ออี๋มีความเชี่ยวชาญในด้านสมถะวิปัสสนาธุระมาก คือคล่องแคล่วในการเข้าใน
ออกนอกและในการพักจิตอยู่เป็นกสิณ เมื่อท่านปรารถนาจะสำรวมจิตแล้วไม่มีอะไรมาขัด
ขวางทางเดินภายในของท่านได้ ท่านสามารถยกจิตให้พ้นจากเวทนาได้เสมอโดยไม่เคยปริ
ปากบ่นในเรื่องทุกขเวทนาใดๆให้ผู้อื่นได้ยินเลยแม้เจ็บป่วย ก็ยังคงอยู่ในอาการอันสงบจน
หมดอายุขัยท่านด้านวัตถุมงคลท่านสร้างไว้ให้เป็นขวัญและกำลังใจของประชาชนไว้แจก
ทหารเรือหรือเสื้อยันต์ ผ้าพันหมวก ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องรางของท่านเห็นจะ
ได้แก่ " ปลัดขิก " ที่มีชื่อเสียงในด้านมงคล ทำมาค้าขึ้นที่ผู้คนนิยมเช่าไปบูชากัน
หลวงพ่ออี๋เริ่มอาพาธ ด้วยอาการฝีที่คอตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2489 ท่านไม่ได้ใส่ใจที่จะรักษาโดยปรารภว่ามันคงมาเอา
ชีวิตของท่าน ท่านเองได้แต่เอายาสมุนไพรของท่านเองปิดบ้างพอกบ้างก็ไม่ทุเลาลงเลย แต่ท่านก็ไม่ได้หยุดการรับนิมนต์ไปในที่ใดๆ
จนโรคฝีได้กำเริบมาจนวันเข้าพรรษา แล้วพิษของมันต้องทำให้ท่านพักการทำวัตรสวดมนต์ กำลังของท่านเริ่มถดถอยลงตามลำดับ
แม้มีผู้ห่วงใยแนะนำให้ท่านเข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาแต่ท่านก็ปฏิเสธและบอกว่า " ช่างมันเถอะ มันเป็นกรรมเก่าที่เจ้ากวาง
หนองไก่เตี้ย มันมาตามทวงเอาชีวิต " ท่านบอกกับคนใกล้ชิดว่าเมื่อชาติก่อนท่านเคยไปยิงกวางที่หนองไก่เตี้ยถูกที่ซอกคอของเจ้า
กวางทำให้กวางถึงแก่ความตายในที่สุดกรรมนั้นจึงมาให้ผลในชาตินี้ท่านอยากจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเสียที จนเมื่อพอถึงวันที่ 20
กันยายน พ.ศ.2489 ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 10 ปีจอเวลา 20.35 น.หลวงพ่อบอกให้พระที่เฝ้าพยาบาลท่านอยู่พยุงท่าน
ลุกนั่งแล้วสั่งไม่ให้ใครแตะต้องตัวท่านนั่งทำสมาธิตัวตรงแล้วทุกคนก็ตกใจกันสุดขีดเมื่อไม้กระดานแผ่นหนึ่งในกุฏิล้มโครมมาฟาด
กับพื้นและแผ่นกระจกแตกกระจายทั่วพื้นพอหายตกใจได้สติก็รีบหันมาดูหลวงพ่อซึ่งตรงกับเวลา 21.05 น.ท่านก็ปราศจากลม
หายใจเข้าออกเสียแล้วทุกคนต่างอยู่ในอาการเศร้าเมื่อข่าวของหลวงพ่ออี๋มรณภาพแพร่สะพัดออกไป ชาวบ้านต่างก็อยู่ในอาการ
เศร้าสร้อย และหลวงพ่ออี๋ท่านมรณภาพสิริรวมอายุของท่านได้ 82 ปี แม้เวลาจะผ่านไปนานจนถึงในปัจจุบันชื่อเสียงของท่าน
ก็ยังเป็นที่บอกกล่าวเล่าขานกันสืบต่อมา และบารมีของท่านและวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ก็ยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน.
ภาพประกอบเหรียญ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
ประวัติวัดสัตหีบ
วัดสัตหีบ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม " วัดหลวงพ่ออี๋ " ก็เพราะว่า หลวงพ่ออี๋ เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นโดยตั้งอยู่เลขที่ 333
หมู่ 1 ถนนชายทะเล ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยวัดถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 นายขำ และ นางเอียง ทองขำ
ได้ขอพระราชทานอธิบดีเป็นที่ดินว่างเปล่าเป็นป่าไม้ที่ไม่มีเจ้าของอนุญาตให้สร้างวัด ด้านเหนือติดทางเกวียน ด้านใต้ติดทะเลและ
ด้านตะวันตกติดป่า ด้านตะวันออกติดที่ดินบ้านสัตหีบ โดยในปัจจุบันวัดนี้มีเนื้อที่จำนวน 30 ไร่ 28 ตารางวา ได้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมาอุโบสถหลังแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน ร.ศ. 138 พ.ศ.2463 เนื้อที่ได้รับพระราชทาน กว้าง 2 เส้น ยาว 3 เส้น
ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดสัตหีบ
1. พระครูวรเวทมุนี (หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร) พ.ศ.2442 - พ.ศ.2489 รวม 47 ปี
2. พระครูศรีสัตตคุณ ( พ.ม.เกษม สนตุสสโก ) พ.ศ.2489 - พ.ศ.2496 รวม 7 ปี
3. พระครูศรีสัตตคุณ ( บัญญัติ โกมุทโท ) พ.ศ.2496 - พ.ศ.2527 รวม 31 ปี
4. พระครูวิบูลธรรมบาล ( เหล็ง ธมมปาโล ) พ.ศ.2527 - จนถึงปัจจุบัน
ประวัติของหลวงพ่ออี๋ พระครูวรเวทมุนี หรือที่ปรากฏในนามที่รู้จักกันทั่วไปว่า
" หลวงพ่ออี๋ " เพราะท่านชื่อ " อี๋ " ตั้งแต่เกิด เป็นบุตรชายของ นายขำ และนางเอียง
ทองขำ เกิดวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2408 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 11 ค่ำเดือน 11
ปีฉลูที่บ้านตำบลสัตหีบ กิ่งอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อท่านอายุได้ 25 ปีได้
เข้าอุปสมบทที่วัดอ่างศิลานอกมี พระอาจารย์จั่น จนทโส เป็นพระอุปัชฌาย์
โดยในครั้งนั้นพระอุปฌาย์ได้ตั้งฉายาให้กับท่านว่า " พุทธสโร "
เมื่อท่านอุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระธรรมวินัย และศาสนพิธีในสำนักพระอุปัชฌาย์รวม 6
พรรษาโดยว่าเรื่องพระพุทธมนต์ หรือความแม่นยำในพระปาฏิโมกข์ และต่อมาได้ไปศึกษา
วิปัสสนาธุระ ในสำนักของท่านพระครูนิโรธาจารย์ (หลวงพ่อปาน) วัดบางเหี้ย ที่จังหวัด
สมุทรปราการ จนมีความชำนาญในสมถะวิปัสสนาจึงได้กลับมาจำพรรษาที่วัดอ่างศิลาอีก
เมื่อพรรษาที่ 11 ท่านได้กลับมาเยี่ยมญาติที่วัดสัตหีบ และในพรรษานั้นเองท่านได้ร่วมมือ
กับญาติโยมจัดการย้ายสำนักสงฆ์เดิมที่มีอยู่ที่หัวตลาด มาสร้างที่วัดสัตหีบในปัจจุบัน
และญาติโยมได้อาราธนาให้ท่านปกครองวัดสัตหีบ สืบจนสิ้นอายุขัยของท่าน
ท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ท่านมีส่วนในการสร้างเสมอ นับว่าท่านมีบุญคุณ
แก่วัดสัตหีบเป็นอันมาก ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลสัตหีบเมื่อ พ.ศ. 2467 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระ
อุปัชฌาย์ เมื่อตำบลสัตหีบได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงกิ่งอำเภอสัตหีบในปี
พ.ศ.2484 โดยท่านได้รับสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูวรเวทมุนี ซึ่งท่านมีความรู้ทางด้านวิปัสสนาธุระซึ่งญาติโยมทั้งหลายต่างนิยม
มาให้ท่านปลุกเสกแม้ท่านจะได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูวรเวทมุนี แล้วก็ตามประชาชนทั่วไปก็ยังนิยมเรียกท่านว่า " หลวงพ่ออี๋ "
จริยวัตรของท่าน พระครูวรเวทมุนี หรือ หลวงพ่ออี๋ ท่านเป็นสุปฎิปัณโณรูปหนึ่ง เพราะท่านเต็มไปด้วยความเมตตาไม่รักหรือ
โลภโกรธหลง ในสิ่งรอบกายและเอกลาภใดๆ ไม่ว่าจะได้เงินทองหรือสิ่งของมีค่าต่างๆที่ชาวบ้านต่างมาถวายท่านก็มิได้ใยดีต่อสิ่ง
ของเหล่านั้นโดยท่านจะนำสิ่งของเหล่านั้นมากองๆไว้ในห้องส่วนตัวของท่าน ส่วนตัวท่านเองไม่ได้อยู่ในห้องนั้น กลับออกมานอน
ข้างนอกท่ามกลางกองสมุนไพรบนเสื่อหมอนเล็กๆทั้งนี้เพื่อความสะดวกของบรรดาชาวบ้านที่จะมาขอความช่วยเหลือจากท่าน
หลวงพ่ออี๋มีความเชี่ยวชาญในด้านสมถะวิปัสสนาธุระมาก คือคล่องแคล่วในการเข้าใน
ออกนอกและในการพักจิตอยู่เป็นกสิณ เมื่อท่านปรารถนาจะสำรวมจิตแล้วไม่มีอะไรมาขัด
ขวางทางเดินภายในของท่านได้ ท่านสามารถยกจิตให้พ้นจากเวทนาได้เสมอโดยไม่เคยปริ
ปากบ่นในเรื่องทุกขเวทนาใดๆให้ผู้อื่นได้ยินเลยแม้เจ็บป่วย ก็ยังคงอยู่ในอาการอันสงบจน
หมดอายุขัยท่านด้านวัตถุมงคลท่านสร้างไว้ให้เป็นขวัญและกำลังใจของประชาชนไว้แจก
ทหารเรือหรือเสื้อยันต์ ผ้าพันหมวก ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องรางของท่านเห็นจะ
ได้แก่ " ปลัดขิก " ที่มีชื่อเสียงในด้านมงคล ทำมาค้าขึ้นที่ผู้คนนิยมเช่าไปบูชากัน
หลวงพ่ออี๋เริ่มอาพาธ ด้วยอาการฝีที่คอตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2489 ท่านไม่ได้ใส่ใจที่จะรักษาโดยปรารภว่ามันคงมาเอา
ชีวิตของท่าน ท่านเองได้แต่เอายาสมุนไพรของท่านเองปิดบ้างพอกบ้างก็ไม่ทุเลาลงเลย แต่ท่านก็ไม่ได้หยุดการรับนิมนต์ไปในที่ใดๆ
จนโรคฝีได้กำเริบมาจนวันเข้าพรรษา แล้วพิษของมันต้องทำให้ท่านพักการทำวัตรสวดมนต์ กำลังของท่านเริ่มถดถอยลงตามลำดับ
แม้มีผู้ห่วงใยแนะนำให้ท่านเข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาแต่ท่านก็ปฏิเสธและบอกว่า " ช่างมันเถอะ มันเป็นกรรมเก่าที่เจ้ากวาง
หนองไก่เตี้ย มันมาตามทวงเอาชีวิต " ท่านบอกกับคนใกล้ชิดว่าเมื่อชาติก่อนท่านเคยไปยิงกวางที่หนองไก่เตี้ยถูกที่ซอกคอของเจ้า
กวางทำให้กวางถึงแก่ความตายในที่สุดกรรมนั้นจึงมาให้ผลในชาตินี้ท่านอยากจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเสียที จนเมื่อพอถึงวันที่ 20
กันยายน พ.ศ.2489 ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 10 ปีจอเวลา 20.35 น.หลวงพ่อบอกให้พระที่เฝ้าพยาบาลท่านอยู่พยุงท่าน
ลุกนั่งแล้วสั่งไม่ให้ใครแตะต้องตัวท่านนั่งทำสมาธิตัวตรงแล้วทุกคนก็ตกใจกันสุดขีดเมื่อไม้กระดานแผ่นหนึ่งในกุฏิล้มโครมมาฟาด
กับพื้นและแผ่นกระจกแตกกระจายทั่วพื้นพอหายตกใจได้สติก็รีบหันมาดูหลวงพ่อซึ่งตรงกับเวลา 21.05 น.ท่านก็ปราศจากลม
หายใจเข้าออกเสียแล้วทุกคนต่างอยู่ในอาการเศร้าเมื่อข่าวของหลวงพ่ออี๋มรณภาพแพร่สะพัดออกไป ชาวบ้านต่างก็อยู่ในอาการ
เศร้าสร้อย และหลวงพ่ออี๋ท่านมรณภาพสิริรวมอายุของท่านได้ 82 ปี แม้เวลาจะผ่านไปนานจนถึงในปัจจุบันชื่อเสียงของท่าน
ก็ยังเป็นที่บอกกล่าวเล่าขานกันสืบต่อมา และบารมีของท่านและวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ก็ยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน.
ภาพประกอบเหรียญ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Subscribe to:
Comments (Atom)
































