Blog นี้จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระเครื่องชั้นนำของเมืองไทย นำพระแท้/สวยมาบรรยาย ไม่เน้นการพาณิชย์ เน้นความแท้จริงของพระเครื่องนั้นๆ จัดทำขึ้นเพื่อนชนรุ่นหลัง จะได้เล่นหาสะสมพระเครื่องแท้ สำหรับตนเองและลูกหลานต่อๆไปในอนาคต พระแท้นั้นย่อมเปลี่ยนมือกันได้ ให้จำไว้เสมอ
Saturday, December 29, 2012
สวย-แท้ พระเครื่อง: พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ พระกรุเมืองกำแพงเพชร
สวย-แท้ พระเครื่อง: พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ พระกรุเมืองกำแพงเพชร: ก่อนอื่นท่านต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพระเนื้อดินนั้นปลอมง่าย เพราะมวลสารทำจากดินหาได้ง่ายๆทั่วๆไป ท่านจะเอาดินแบบไหนก็แสวงหาได้ง่าย การทำปลอ...
พระซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ พระกรุเมืองกำแพงเพชร
ก่อนอื่นท่านต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพระเนื้อดินนั้นปลอมง่าย
เพราะมวลสารทำจากดินหาได้ง่ายๆทั่วๆไป ท่านจะเอาดินแบบไหนก็แสวงหาได้ง่าย
การทำปลอมก็ทำง่าย จะทำคนเดียว/ทำเป็นกลุ่ม/ทำกันสองสามคน/ทำเป็นทีม
เหล่านี้ทำได้ทั้งนั้น ทำสองสามคนจะดีเพราะช่วยกันออกความคิดเห็นได้แก้ไขได้ ทำปลอมได้แนบเนียน
ดัง นั้นพระเนื้อดินจึงปลอมได้ง่ายสุดๆนอกจากนี้ดินก็มีหลากหลายชนิด มันอยู่บนโลกใบนี้นับล้านๆปีมาแล้ว ผู้แสวงหาดินแร่ธาตุแปลกๆก็ปลอมได้แนบเนียน และดูเก่าจริง
การเล่นพระเนื้อดินผู้เขียนว่าการเผานั้น ไม่น่าจะเรียกกันน่าจะเรียกว่าการสุ่มไฟมากกว่า เพราะพระองค์เล็กๆไม่ใช่ตุ่มน้ำ/จานชามเคื่องปั้นดินเผา/หรือก้อนอิฐที่จะมาสร้างเตาไฟกัน พระหลักหมื่นหลักแสนก็กองนิดเดียว ไม่ใช่กองโตเลย สุ่มไฟก็เพื่อให้พระคงทนไม่แตกหักง่ายๆ ทำให้แกร่งว่างั้นเถอะ
การทำพระก็ต้องผสม น้ำว่านเพราะช่วยการรักษาพระให้คงทนไม่แตกรานเปาะหักง่าย คนโบราณนิยมเรื่องว่านกันมานานแล้วอีกทั้งยังให้พระดูขลังขึ้นพระมีน้ำว่าน แม้แต่เอามาใช้กับคนก็ทำกันเพื่อให้เนื้อหนังคงทนอาวุธ เห็นไหมละความเก่งของคนยุคก่อน
พระซุ้มแกะที่ว่ากันนั้นนั้นอย่าไปใฝ่ใจให้มากเพราะถ้าจะแกะกันจริงๆก็คงไม่กี่สิบองค์อีกทั้งเอาพระดีมาแกะมันก็เว่อร์เกินไป นอกจากเอามาแกะขายพวกเศรษฐีเท่านั้น เซียนยุคก่อนชอบแหกตาคนเล่นพระโดยหวังผลจะได้พระนั้นจากชาวบ้านราคาถูก ดังนั้นอย่าไปเชื่อพวกเซียนนี้ พวกนี้เลวมากๆทำเอาพระแท้เสียมวยมาเยอะแล้ว
วลีที่ว่ามึงมีกูแล้วไม่จนก็อย่าไปใฝ่ใจเพราะคนยุคก่อนไม่ได้สร้างพระไว้ขาย อย่าเชื่อเพราะถ้าท่านเชื่อแสดงว่าภูมิปัญญาท่านต่ำ สมควรแล้วที่ถูกหลอกง่ายๆ อันนี้ก็เป็นไม้เด็ดของพวกเซียนขายพระอีกเช่นเคย อย่าเชื่อว่าวลีนี้ว่าจะมีบันทึกไว้ในแผ่นโบราณ ถ้ามีก็แปลว่าปลอมอีกเช่นกัน เซียนพระนี้มันเก่งจริงเรื่องแหกตาคน
ถ้าท่านชอบพระเนื้อดินพระกรุ ให้ท่านยึดหลักการเล่นดังนี้เพื่อจะได้ของแท้มาจากถิ่นกำเนิดเลยคือ
๑.ให้ ดูลายพิมพ์กนกพระ ลายกนกพระท่านต้องอ่านให้ออกว่าเป็นฝีมือคนเก่งยุคก่อน คนยุคปัจจุบันทำไม่ได้แบบนั้น พระทางภาคเหนือจะแสดงออกถึงฝีมือประเภทนี้มาก เช่นพระรอด/พระคง/พระบาง/พระเปิม คนภาคเหนือเก่งด้านฝีมือช่าง แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ ดูตัวอย่างวัดร่องขุ่นของอาจารย์เฉลิมชัยเป็นต้นแสดงออกถึงฝีมือเพราะท่านสืบเชื้อสายมาทางนั้น ท่านเข้าใจเรื่องลายกนกไหม จงสนใจและศึกษาเถิดแล้วโอกาสท่านจะดีขึ้น
๒.ดูเรื่องเนื้อดิน ดินต้องมีส่วนผสมของน้ำว่าน พระจะถูกสุมไฟหรือเป็นเนื้อดินดิบก็ตาม บางองค์เนื้อละเอียดเพราะกรองดินมาดี บางองค์เนื้อหยาบแต่ต้องมีกรวดทรายเก่าไม่คมแต่ขุ่น สายตาบอกว่าเก่าแน่นอน ต้องมีลอยย่นของคราบน้ำดิน แบบคราบน้ำลดบนชายหาดทรายดูเป็นรอนๆ ต้องมีเมือกดินอันเกิดจากส่วนผสมน้ำว่านไหลซึมออกมาและเกาะติดอยู่กับพระในกรุมานมนาน
๓.อย่าสนใจเรื่องการชี้ตำหนิเกินควรเพราะพระไม่ได้ทำด้วยเครื่องจักร ผ่านการปั้มแบบเหรียญ เนื้อพระหายๆแหว่งๆไม่เป็นไร ขอให้เป็นธรรมชาติของมัน
๔.เพราะ เป็นพระกรุ ดังนั้นต้องมีขี้กรุ พระไม่มีขี้กรุอย่าเล่นแต่ถ้านึกชอบจะเล่นต้องราคาถูกๆเอาแค่หลักร้อยก็พอมากกว่านี้ไม่ควรเช่า พระกรุต้องมีขี้กรุไม่งั้นจะเรียกพระกรุได้อย่าไรเล่า ขี้กรุต้องศึกษาอันนี้ใช้เวลาและประสบการณ์นะครับไม่ใช่อ่านแล้วเข้าใจเลยไม่มีการเรียนลัดได้ต้องอาศัยประสบการณ์ ความเป็นธรรมชาติของมันเองสีคราบกรุ ความแห้ง ความมันงามเมื่อปราดด้วยสำลีหรือขนแปรงภูกันเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญ
๕.เนื้อพระกรุภายในต้องเป็นฟองอากาศ หย่อนลงน้ำร้อนฟองอากาศจะพุ่งเป็นสายๆยาวๆ
๖.พระต้องมีเสียงกังวาลบ้างเมื่อกระทบโลหะ ไม่หนึกๆหนักๆเพราะแสดงว่าไม่เก่าจริงยังไม่ผ่านกาลเวลาที่ยาวนานนับร้อยๆปี
๗.ดู การตัดขอบพระด้านข้าง ลักษณะแบบมีลอยตัด ด้านหลังมีลอยปราดจะเรียบๆหรือเป็นเส้นๆหรือเป็นลอยกระดานก็ได้ อย่างไรเสียต้องมีคราบกรุติดแสดงด้วย
๘.การดูราดำหรือราปลอมนั้นไม่ ยาก ถ้าราปลอมคือเอาสีหมึกมาทา/จิ้ม/หรือแต้มเอายางลบมาลบจะไม่ออกเพราะหมึกซึมเข้าไปในเนื้อดิน แต่ถ้าราดำธรรมชาติเอายางลบ มาลบจะออกจนถึงเนื้อดินเลยเพราะเชื้อราแค่อาศัยเกาะอันเนื่องมาจากความชื้นมากๆช่วงอยู่กรุ
แปดข้อนี้ท่านต้องเข้าใจจริงๆก่อน จึงจะมีโอกาสได้พระแท้แน่นอนภายหลังนะครับ
บทความพระซุ้มกอนี้ สำหรับส่งท้ายปีพ.ศ. ๒๕๕๕
สวัสดีปีใหม่ทุกๆท่าน ขอให้มีสุขภาพดี/ปลอดภัยและตื่นตัวเสมอไม่หลับไหล
ภาพประกอบพระซุ้มกอ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
--------------------------------------------------------------------------
ดัง นั้นพระเนื้อดินจึงปลอมได้ง่ายสุดๆนอกจากนี้ดินก็มีหลากหลายชนิด มันอยู่บนโลกใบนี้นับล้านๆปีมาแล้ว ผู้แสวงหาดินแร่ธาตุแปลกๆก็ปลอมได้แนบเนียน และดูเก่าจริง
การเล่นพระเนื้อดินผู้เขียนว่าการเผานั้น ไม่น่าจะเรียกกันน่าจะเรียกว่าการสุ่มไฟมากกว่า เพราะพระองค์เล็กๆไม่ใช่ตุ่มน้ำ/จานชามเคื่องปั้นดินเผา/หรือก้อนอิฐที่จะมาสร้างเตาไฟกัน พระหลักหมื่นหลักแสนก็กองนิดเดียว ไม่ใช่กองโตเลย สุ่มไฟก็เพื่อให้พระคงทนไม่แตกหักง่ายๆ ทำให้แกร่งว่างั้นเถอะ
การทำพระก็ต้องผสม น้ำว่านเพราะช่วยการรักษาพระให้คงทนไม่แตกรานเปาะหักง่าย คนโบราณนิยมเรื่องว่านกันมานานแล้วอีกทั้งยังให้พระดูขลังขึ้นพระมีน้ำว่าน แม้แต่เอามาใช้กับคนก็ทำกันเพื่อให้เนื้อหนังคงทนอาวุธ เห็นไหมละความเก่งของคนยุคก่อน
พระซุ้มแกะที่ว่ากันนั้นนั้นอย่าไปใฝ่ใจให้มากเพราะถ้าจะแกะกันจริงๆก็คงไม่กี่สิบองค์อีกทั้งเอาพระดีมาแกะมันก็เว่อร์เกินไป นอกจากเอามาแกะขายพวกเศรษฐีเท่านั้น เซียนยุคก่อนชอบแหกตาคนเล่นพระโดยหวังผลจะได้พระนั้นจากชาวบ้านราคาถูก ดังนั้นอย่าไปเชื่อพวกเซียนนี้ พวกนี้เลวมากๆทำเอาพระแท้เสียมวยมาเยอะแล้ว
วลีที่ว่ามึงมีกูแล้วไม่จนก็อย่าไปใฝ่ใจเพราะคนยุคก่อนไม่ได้สร้างพระไว้ขาย อย่าเชื่อเพราะถ้าท่านเชื่อแสดงว่าภูมิปัญญาท่านต่ำ สมควรแล้วที่ถูกหลอกง่ายๆ อันนี้ก็เป็นไม้เด็ดของพวกเซียนขายพระอีกเช่นเคย อย่าเชื่อว่าวลีนี้ว่าจะมีบันทึกไว้ในแผ่นโบราณ ถ้ามีก็แปลว่าปลอมอีกเช่นกัน เซียนพระนี้มันเก่งจริงเรื่องแหกตาคน
ถ้าท่านชอบพระเนื้อดินพระกรุ ให้ท่านยึดหลักการเล่นดังนี้เพื่อจะได้ของแท้มาจากถิ่นกำเนิดเลยคือ
๑.ให้ ดูลายพิมพ์กนกพระ ลายกนกพระท่านต้องอ่านให้ออกว่าเป็นฝีมือคนเก่งยุคก่อน คนยุคปัจจุบันทำไม่ได้แบบนั้น พระทางภาคเหนือจะแสดงออกถึงฝีมือประเภทนี้มาก เช่นพระรอด/พระคง/พระบาง/พระเปิม คนภาคเหนือเก่งด้านฝีมือช่าง แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ ดูตัวอย่างวัดร่องขุ่นของอาจารย์เฉลิมชัยเป็นต้นแสดงออกถึงฝีมือเพราะท่านสืบเชื้อสายมาทางนั้น ท่านเข้าใจเรื่องลายกนกไหม จงสนใจและศึกษาเถิดแล้วโอกาสท่านจะดีขึ้น
๒.ดูเรื่องเนื้อดิน ดินต้องมีส่วนผสมของน้ำว่าน พระจะถูกสุมไฟหรือเป็นเนื้อดินดิบก็ตาม บางองค์เนื้อละเอียดเพราะกรองดินมาดี บางองค์เนื้อหยาบแต่ต้องมีกรวดทรายเก่าไม่คมแต่ขุ่น สายตาบอกว่าเก่าแน่นอน ต้องมีลอยย่นของคราบน้ำดิน แบบคราบน้ำลดบนชายหาดทรายดูเป็นรอนๆ ต้องมีเมือกดินอันเกิดจากส่วนผสมน้ำว่านไหลซึมออกมาและเกาะติดอยู่กับพระในกรุมานมนาน
๓.อย่าสนใจเรื่องการชี้ตำหนิเกินควรเพราะพระไม่ได้ทำด้วยเครื่องจักร ผ่านการปั้มแบบเหรียญ เนื้อพระหายๆแหว่งๆไม่เป็นไร ขอให้เป็นธรรมชาติของมัน
๔.เพราะ เป็นพระกรุ ดังนั้นต้องมีขี้กรุ พระไม่มีขี้กรุอย่าเล่นแต่ถ้านึกชอบจะเล่นต้องราคาถูกๆเอาแค่หลักร้อยก็พอมากกว่านี้ไม่ควรเช่า พระกรุต้องมีขี้กรุไม่งั้นจะเรียกพระกรุได้อย่าไรเล่า ขี้กรุต้องศึกษาอันนี้ใช้เวลาและประสบการณ์นะครับไม่ใช่อ่านแล้วเข้าใจเลยไม่มีการเรียนลัดได้ต้องอาศัยประสบการณ์ ความเป็นธรรมชาติของมันเองสีคราบกรุ ความแห้ง ความมันงามเมื่อปราดด้วยสำลีหรือขนแปรงภูกันเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญ
๕.เนื้อพระกรุภายในต้องเป็นฟองอากาศ หย่อนลงน้ำร้อนฟองอากาศจะพุ่งเป็นสายๆยาวๆ
๖.พระต้องมีเสียงกังวาลบ้างเมื่อกระทบโลหะ ไม่หนึกๆหนักๆเพราะแสดงว่าไม่เก่าจริงยังไม่ผ่านกาลเวลาที่ยาวนานนับร้อยๆปี
๗.ดู การตัดขอบพระด้านข้าง ลักษณะแบบมีลอยตัด ด้านหลังมีลอยปราดจะเรียบๆหรือเป็นเส้นๆหรือเป็นลอยกระดานก็ได้ อย่างไรเสียต้องมีคราบกรุติดแสดงด้วย
๘.การดูราดำหรือราปลอมนั้นไม่ ยาก ถ้าราปลอมคือเอาสีหมึกมาทา/จิ้ม/หรือแต้มเอายางลบมาลบจะไม่ออกเพราะหมึกซึมเข้าไปในเนื้อดิน แต่ถ้าราดำธรรมชาติเอายางลบ มาลบจะออกจนถึงเนื้อดินเลยเพราะเชื้อราแค่อาศัยเกาะอันเนื่องมาจากความชื้นมากๆช่วงอยู่กรุ
แปดข้อนี้ท่านต้องเข้าใจจริงๆก่อน จึงจะมีโอกาสได้พระแท้แน่นอนภายหลังนะครับ
บทความพระซุ้มกอนี้ สำหรับส่งท้ายปีพ.ศ. ๒๕๕๕
สวัสดีปีใหม่ทุกๆท่าน ขอให้มีสุขภาพดี/ปลอดภัยและตื่นตัวเสมอไม่หลับไหล
ภาพประกอบพระซุ้มกอ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
--------------------------------------------------------------------------
Sunday, December 23, 2012
สวย-แท้ พระเครื่อง: พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน
สวย-แท้ พระเครื่อง: พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน: ภาพประกอบ พระปิดตาเนื้อผงคลุกรักของหลวงปู่ไข่นี้หายากมากเพราะใครมีก็เก็บไว้ไม่นำออกมาปล่อย จุดสังเกตคือรูปทรงการนั่งของพระ/แขนพระแนบติดก...
พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน
ภาพประกอบ
พระปิดตาเนื้อผงคลุกรักของหลวงปู่ไข่นี้หายากมากเพราะใครมีก็เก็บไว้ไม่นำออกมาปล่อย จุดสังเกตคือรูปทรงการนั่งของพระ/แขนพระแนบติดกันไม่เว้นห่างนั่งแบบพับเพียบมองเห็นหัวเข่าทั้งสองและเนื้อพระคลุกรักต้องมีมวลสารเพราะนี่คือหัวใจสำคัญยิ่ง ภาพถ่ายนี้นับว่าชัดมาก ศึกษาไว้ให้จำติดตาเพื่อท่านมีโอกาส นอกจากนี้ต้องแห้งขอบพระมีการหดหยัก
ศึกษาประวัติของท่านด้วย
พระปิดตาเนื้อผงคลุกรักของหลวงปู่ไข่นี้หายากมากเพราะใครมีก็เก็บไว้ไม่นำออกมาปล่อย จุดสังเกตคือรูปทรงการนั่งของพระ/แขนพระแนบติดกันไม่เว้นห่างนั่งแบบพับเพียบมองเห็นหัวเข่าทั้งสองและเนื้อพระคลุกรักต้องมีมวลสารเพราะนี่คือหัวใจสำคัญยิ่ง ภาพถ่ายนี้นับว่าชัดมาก ศึกษาไว้ให้จำติดตาเพื่อท่านมีโอกาส นอกจากนี้ต้องแห้งขอบพระมีการหดหยัก
ศึกษาประวัติของท่านด้วย
วัดบพิตรพิมุข(เชิงเลน)
วัดบพิตรพิมุข
มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า วัดเชิงเลน ประมาณ พ.ศ.2328 สมเด็จพระเจ้าหลายเธอ
เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง)
ทรงสถาปนาใหม่หมดทั้งพระอาราม และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
รับไว้เป็นพระอารามหลวงและพระราชทานนามว่า "วัดบพิตรพิมุข"
เพื่อเฉลิมพระเกียรติกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขพระองค์นั้น
วัดบพิตรพิมุขได้รับการสมโภช พร้อมกับการสมโภชพระมหานคร
สมโภชวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และสมโภชอารามอื่น ๆ
ผู้สร้างและบูรณปฏิสังขรณ์
วัดบพิตรพิมุข เดิมเป็นวัดราษฎร์
และเป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้าง
มีการสันนิษฐานกันว่า คงสร้างภายหลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๒๓๑)
เพราะไม่ปรากฏในแผนที่ป้อมเมืองธนบุรี ที่เมอชิเออร์ วอลสันเดส เวอร์เกนส์
ได้เขียนไว้ใน พ.ศ.๒๒๓๑
รัชการที่
๑ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้า กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
ทรงสถาปนานาใหม่ทั้งอาราม เช่น ทรงสร้างศาลาการเปรียญ กุฏิและถาวรวัตถุอื่น ๆ
ด้วยเครื่องไม้ ทรงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและพระวิหารเป็นต้น
รัชกาลที่
๒ คงไม่มีการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์มากนัก ในรัชการนี้ชื่อของวัดบพิตรพิมุขได้ปรากฏในพระราชวงศาวดาร
เพราะใช้เป็นที่เผาศพราษฎรที่ถึงแก่กรรมด้วยอหิวาตกโรค ซึ่งเผาและฝังไม่ทัน
ต้องนำศพมากองสุ่มก่ายกันไว้ตามป่าช้า และศาลาด้นราวกับกองฟืน น่าสังเวชยิ่งนัก
รัชกาลที่
๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อเสนาสนะและถาวรวัตถุที่เป็นเครื่องไม้และสร้างใหม่ด้วยก่ออิฐถือปูนทั้งหมด
การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ คือ พระอุโบสถ พระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถ
พระวิหาร พระเจดีย์ กุฎีเก๋งจีน (กุฎีเก๋งจีน พระยาโชฎึกราชเศรษฐีจีน (ทองจีน)
เจ้ากรมท่าซ้าย สร้างถวายเดิมสร้างแบบศิลปะจีนทั้งหมด ต่อมาได้ซ่อมปนศิลปะไทยเข้าไปบ้าง
โดยเฉพาะเครื่องบนเปลื่อยให้เป็นการเข้าไม้ตามแบบเก่าของจีน)
รัชกาลที่
๔ สมัยหม่อมเจ้าพระญาณวราภรณ์ (หม่อมเจ้ารอง) มีการสร้างหอไตร
กุฏิตำหนักและกุฏิสงฆ์ โดยจัดเป็นกลุ่มกุฏิ ๔ หลัง
แต่ละกลุ่มมีหอไตรด้วยสำหรับกุฏิตำหนักนั้นเป็นที่ประทับของหม่อมเจ้าพระญาณวราภรณ์
รัชกาลที่ ๕ สมัยพระธรรมวโรดม
(สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ธมฺมสิริ ฤทธิ์)
พระธรรมวโรดมเป็นเจ้าอาวาสเป็นผู้เอาใจใส่ในกิจการพระศาสนา
และขวนขวายบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุให้อยู่ในสภาพดีเสมอ
จนเป็นทีโปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และทรงมีพระราชกระแสชมเชยว่า
“สมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นสมภารมีสิริ
อยู่วัดไหนก็เจริญวัดนั้น เช่น วัดบพิตรพิมุขก็เคยเจริญมาครั้งหนึ่งแล้ว
จึงได้นิมนต์มาไว้วัดอรุณฯ ก็มาทำความเจริญให้แก่วัดอรุณฯ
เป็นที่เจริญความเลื่อมใส ให้บอกอนุโมทนาด้วยความยินดีไปให้ท่านทราบ”
ต่อมาในสมัยของพระราชเมธี
(พระธรรมดิลก จนฺทสิริ อิ่ม) และพระราชโมลี (พระธรรมปิฎก จนฺทสุวณฺโณ น่วม)
มีการบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุหลายประการเช่นกัน
รัชกาลที่ ๖-๗-๘
ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุและเสนาสนะหลายประการเช่นกัน
สถานที่ตั้ง
วัดบพิตรพิมุข
เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิด วรวิหาร ตั้งอยู่ที่เลขที่ 266 ถนนจักรวรรดิ แขวง จักรวรรดิ
เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานคร
ข้อมูลประวัติหลวงปู่ไข่ อินทสโร
เกิด วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2402 ตรงกับ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม
บรรพชา เป็นสามเณร อยู่กับ อ.ปาน
วัดโสธร
อุปสมบท ณ วัดลัดด่าน สมุทรสงคราม ประมาณ
ปี 2422
มรณภาพ วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2475 เวลา 13.25 น.
รวมสิริอายุ 74 ปี 54 พรรษา
อินฺทสโรภิกฺขุ
(ไข่) หรือที่รู้จักกันดีในหมู่นักสะสมพระเครื่องว่า หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน
เป็นชาวแปดริ้ว บ้านเกิดอยู่บริเวณ ประตูน้ำท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน หลวงปู่เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2402 ตรงกับขึ้น5 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม เป็นบุตรของนายกล่อม นางบัว จันทร์สัมฤทธิ์
มีพี่น้องกี่คนไม่ปรากฏ
ขณะที่ท่าน
อายุ 6 ขวบ (ประมาณ พ.ศ. 2408) บิดาได้นำไปฝากเป็นศิษย์หลวงพ่อปาน
วัดโสธร คือวัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน เพื่อให้เรียนหนังสือ
ต่อมาจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อได้บรรพชาแล้วก็ได้หัดเทศน์มหาชาติและเทศน์ประชัน
กล่าวกันว่าหลวงพ่อปู่ไข่มีความสามารถในการเทศน์มหาชาติกัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรีได้ไพเราะกังวานจับใจผู้ฟังยิ่งนักแม้ภายหลังเมื่อชราแล้ว
ศิษย์ผู้อยู่ใกล้ชิดก็มักจะได้ยินหลวงปู่ทบทวนการเทศน์มหาชาติ ทั้ง 2 กัณฑ์ ในตอนกลางคืนอยู่เสมอๆ
ครั้นเมื่อหลวงพ่อปาน
วัดโสธร มรณภาพแล้ว หลวงปู่ไข่ได้ไปอยู่กับพระอาจารย์จวง วัดน้อย
ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จนกระทั่งพระอาจารย์จวงมรณภาพ
ขณะนั้นหลวงปู่ไข่มีอายุได้ 15 ปี
(ประมาณ พ.ศ.2417)ตามประวัติกล่าวว่าหลวงปู่ไข่
ได้เดินทางมากรุงเทพฯ ไปอยู่กับพระอาจารย์รูปหนึ่ง (ไม่ปรากฏนาม)
ที่วัดหงส์รัตนาราม อำเภอบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี เพื่อเรียนพระปริยัติธรรม อีก 3 ปีต่อมา (ประมาณ พ.ศ.2420) หลวงปู่ไข่ได้เดินทางไปอยู่กับพระอาจารย์เอี่ยม
วัดลัดด่าน ซึ่งอยู่ที่แม่กลอง จังหวัดสมุทรสาคร และได้เล่าเรียนปริยัติธรรมและพระวินัยจนอายุครบบวช
(ประมาณ พ.ศ.2422) จึงได้อุปสมบทที่วัดนี้ โดยมี
พระอาจารย์เนตร วัดบ้านแหลม เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เอี่ยม
วัดลัดด่าน เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ภู่ วัดบางกะพ้อม
เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
อุปสมบทแล้วได้เดินทางไปเรียนพระกรรมฐานกับพระอาจารย์รูปหนึ่ง
(ไม่ปรากฏนาม) ซึ่งอยู่ที่เชิงเขา แขวงเมืองกาญจนบุรี
เรียนอยู่ระยะหนึ่งจึ่งกลับมาอยู่วัดลัดด่านตามเดิมต่อมาหลวงปู่ไข่ได้ออกธุดงค์ไปตามสำนักพระอาจารย์ต่างๆ
ซึ่งอยู่ที่อำเภอโพธาราม เมืองราชบุรี และเมืองกาญจนบุรี
จากนั้นได้กลับมาอยู่ที่วัดลัดด่านอีกระยะหนึ่ง
จึงได้ออกธุดงค์ไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์ในถ้ำที่เมืองกาญจนบุรีเป็นเวลาประมาณ
6 ปี (ราว พ.ศ. 2423 - 2429) ตามประวัติกล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า
"ท่านเล่าว่า ระหว่างอยู่ในถ้ำนั้น
ตกกลางคืนจะมีสิงห์สาราสัตย์ต่างๆ เข้ามานอนล้อมกอด พอเช้ามืดต่างคนต่างออกไปหากิน
ส่วนท่านก็จะออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตรประจำวัน (ท่านฉันหนเดียว)
เมื่อท่านศึกษาอยู่ในถ้ำนั้นเป็นเวลานานพอสมควร เห็นว่าจะช่วยเหลือโลกได้บ้างแล้ว
ท่านก็เดินธุดงค์ออกจากถ้ำไปในที่ต่าง ๆ โดยไม่ยอมขึ้นรถลงเรือ
และไม่มีจุดหมายปลายทาง สุดแต่มืดที่ไหนก็กางกลดนอนที่นั่น
เช้าก็ออกเดินธุดงค์ต่อไป
ในระหว่างทางมีราษฎรมาขอความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด
เรื่องตกทุกข์ได้ยาก หรือเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเป็นบ้าเสียจริต
ท่านมีจิตเมตตาช่วยรักษาให้ตามที่อธิษฐานทุกคน"
หลวงปู่ไข่เดินธุดงค์อยู่ราว
๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ.๒๔๒๙ - พ.ศ.๒๔๔๔)
เกียรติคุณของหลวงปู่ไข่ได้เลื่องลือเข้ามาถึงกรุงเทพฯ
จึงมีผู้นิมนต์มาอยู่ที่วัดบางยี่เรือ ฝั่งธนบุรี เป็นเวลา ๑ ปี
จากนั้นหลวงปู่ไข่ก็ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรอีกหลายปี ในที่สุดหลวงปู่ไข่ก็เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ
อีกครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าคงราว ๆ พ.ศ.๒๔๕๕ -พ.ศ.๒๔๖๑
การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ครั้งนี้
หลวงปู่ไข่ได้เลือกจำพรรษาอยู่ที่วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร
ทั้งนี้เพราะที่วัดบพิตรพิมุขมีพระภิกษุน้อย และมีคณะกุฏิ ซึ่งใช้เป็นที่เก็บศพ
และบางครั้งก็มีชาวบ้านเข้ามาใช้เป็นที่ถ่ายอุจจาระด้วย
ดังนั้นคณะกุฏินี้จึงเป็นสถานที่เงียบสงบ ไม่มีใครมารบกวนมากนัก
หลวงปู่ไข่จึงเข้ามาอยู่ที่คณะกุฏิในป่าช้าของวัดบพิตรพิมุข
สมัยนั้นพระภิกษุรูปใดจะเข้ามาอยู่วัดก็ได้โดยเสรี
ไม่ต้องมีบัตรและไม่มีใครตรวจตรา ไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ถึงคราวเข้าปุริมพรรษา
ก็บอกกล่าวเจ้าอาวาสให้รับทราบ เพื่อจะได้จำพรรษาที่วัดนั้น
และเมื่อหลวงปู่ไข่มาอยู่ที่วัดบพิตรพิมุขนั้น พระกวีวงศ์ (กระแจะ วสุตตโม ป.ธ.๔)
เป็นเจ้าอาวาส ในระหว่างที่หลวงปู่ไข่จำพรรษาอยู่ ณ วัดบพิตรมุข หลวงปู่ไข่ได้ปฏิบัติทางธรรมและสร้างการกุศลหลายประการ
ได้แก่ สอนพระกรรมฐานแก่บรรพชิตและฆราวาส ช่วยอนุเคราะห์แก่ผู้เจ็บไข้ได้ทุกข์
บริจาคทรัพย์ส่วนตัวและชักชวนบรรดาศิษย์และผู้ที่คุ้นเคยให้มาร่วมการทำบุญ เช่น
สร้างพระพุทธปฏิมา ซ่อมพระพุทธรูปของเก่าที่ชำรุดหักพังให้ดีขึ้น สร้างพระไตรปิฎก
โดยหลวงปู่ไข่ลงมือจารใบลานด้วยตนเองบ้าง ให้ช่างจารขึ้นบ้าง
ซ่อมแซมกุฏิที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น สร้างกุฏิเป็นห้องแถวไม้ขึ้นอีกหลายกุฏิ
ทั้งได้สร้างถนน สระน้ำ ถังรับน้ำฝน ขึ้นภายในบริเวณวัด
สร้างแท่นสำหรับนั่งพักภายในคณะกุฏิให้เป็นที่สะดวกแก่พระภิกษุสามเณรที่อาศัยอยู่ในคณะนั้น
เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่า เมื่อครั้งหลวงปู่ไข่จำพรรษาอยู่ตามหัวเมือง
ก็ได้สร้างและปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ มาแล้วหลายแห่ง
หลวงปู่ไข่เป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในคูณพระรัตนตรัย
มีจิตสุขุมเยือกเย็นประกอบด้วยเมตตากรุณา มีจริยาวัตรอัธยาศัยเรียบร้อย
เคร่งครัดในทางสัมมาปฏิบัติ
เป็นที่เคารพนับถือแก่บรรดาศิษย์และผู้ที่รู้จักคุ้นเคยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นอันมาก
หลวงปู่ไข่เป็นพระที่สมณะใฝ่สันโดษ
เจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นนิตย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร
บรรดาศิษย์ของหลวงปู่ไข่ได้ป่วยก็มาหา หลวงปู่ไข่ก็จะแนะนำให้ไปซื้อยามาเสกให้กิน
เมื่อมีเวลาว่างหลวงปู่ไข่ก็จะสร้างพระ ตะกรุด ธง
และเหรียญออกแจกจ่ายแก่บรรดาศิษย์ ราว พ.ศ. ๒๔๗๐ หลวงปู่ไข่เตรียมบาตร กลด
และย่ามเพื่อจะออกธุดงค์ แต่บรรดาศิษย์ทั้งที่เป็นข้าราชการ พ่อค้า
ได้ปรึกษาหารือกันว่า หลวงปู่ไข่ชราภาพมากแล้ว
หากออกธุดงค์คราวนี้ไซร้คงจะไม่ได้กลับมาแน่ จึงได้นิมนต์ยับยั้งไว้
โดยขอให้หลวงปู่ไข่อยู่วิปัสสนากรรมฐานแก่บรรดาศิษย์ต่อไป
หลวงปู่ไข่เริ่มอาพาธด้วยโรคชราตั้งแต่วันที่ ๗
มกราคม พ.ศ.๒๔๗๕ ครั้นวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๕ เวลา ๑๓.๒๕ น.
ก็ถึงแก่มรณภาพก่อนเวลาที่จะมรณภาพ หลวงปู่ได้ข่มความทุกข์เวทนาอยู่ในเวลานั้น
ให้หายไปได้ ประดุจบุคคลที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ แล้วขอให้ศิษย์ที่พยาบาลอยู่
ประคองตัวให้ลุกขึ้นนั่ง และให้จุดธูปเทียนบูชาพระ
เมื่อกระทำนมัสการบูชาพระเสร็จแล้วก็เจริญสมาธิสงบระงับจิต
เงียบเป็นปกติอยู่ประมาณ ๑๕ นาที ก็หมดลมปราณ
ถึงวาระสุดท้ายศิษย์ผู้คอยเฝ้าพยาบาลอยู่
จึงประคองตัวหลวงปู่ไข่ให้นอนลง รวมอายุได้ ๗๔ ปี พรรษา ๕๔ พรรษา
ตามปรกติที่วัดบพิตรพิมุขไม่มีที่ประชุมเพลิงศพโดยเฉพาะ
ด้วยเหตุนี้คณะสงฆ์เห็นว่าหลวงปู่ไข่ เป็นพระเก่าแก่ของวัด และมีผู้เคารพนับถือมาก
จึงขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำการประชุมเพลิงศพหลวงปู่ไข่ที่บริเวณกุฏิ
กำหนดประชุมเพลิงในวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ เวลา ๑๗.๐๐ น. (คือประมาณ ๑๐๐
วันหลังจากมรณภาพ สมัยนั้น วันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ ๑ เมษายน)
ในวันประชุมเพลิงศพ มีคนมาร่วมงานมากมาย
ถึงกับล้นออกไปตามตรอกซอยและถนน พอถึงเวลาเคลื่อนศพเพื่อนำไปขึ้นเชิงตะกอน
ทันใดนั้นเอง แผ่นดินบริเวณคณะได้เกิดไหวขึ้น คนตกใจถึงกับออกปากว่า อภินิหารของหลวงปู่มากเหลือเกิน
เมื่อประชุมเพลิง
แล้วสัปเหร่อได้จัดการแปรธาตุเก็บอัฐิ
บรรดาศิษย์เข้าขออัฐิของหลวงปู่ไปไว้บูชาเป็นจำนวนมาก
----------------------------------------------------------------------------------------------
Wednesday, December 19, 2012
สวย-แท้ พระเครื่อง: รูปหล่อประเภทโลหะสมันก่อน
สวย-แท้ พระเครื่อง: รูปหล่อประเภทโลหะสมันก่อน: ท่านที่ชอบเล่นรูปหล่อประเภทโลหะหล่อแบบโบราณโดยเฉพาะรูปหล่อหลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิมพ์นิยม หลักการง่ายๆที่จะดูว่าเป็นพระแท้ที่นิยมเล่นกันนั้นค...
รูปหล่อประเภทโลหะสมัยก่อน
ท่านที่ชอบเล่นรูปหล่อประเภทโลหะหล่อแบบโบราณโดยเฉพาะรูปหล่อหลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิมพ์นิยม หลักการง่ายๆที่จะดูว่าเป็นพระแท้ที่นิยมเล่นกันนั้นคือ
๑.ให้ดูรูปทรงต้ององค์ไม่ใหญ่/ฐานเขียงเล็ก/ใบหูคล้ายใบหูคน/จีวรด้านขวาสี่เส้นๆที่สามมักหนา
๒.เนื้อโลหะต้องดูเก่า ท่านเข้าใจโลหะเก่าสมัยก่อนไหม? ผิวไฟที่เกาะโลหะ/โลหะผสม?
๓.ขี้เบ้า อันนี้สำคัญยิ่ง ต้องแห้งดี สมัยก่อนขี้เบ้ามักทาด้วยน้ำขี้วัวกรอง สังเกตเส้นใยต้องมี
ท่านต้องเรียนรู้ให้เข้าใจจริงๆทั้งสามข้อ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะ จะบอกให้ ผู้เขียนเขียนมาหลายครั้งแล้ว
ถ้าท่านศึกษาให้ดีโอกาสท่านจะค้นพบพระแท้ย่อมมีแน่นอน
ขอเตือนอย่าพุ้งเป้าไปเรื่องการชี้ตำหนิมากเกินความจริงกว่าเรื่องทั้งสามข้อที่กล่าวมาข้างต้น
ภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
๑.ให้ดูรูปทรงต้ององค์ไม่ใหญ่/ฐานเขียงเล็ก/ใบหูคล้ายใบหูคน/จีวรด้านขวาสี่เส้นๆที่สามมักหนา
๒.เนื้อโลหะต้องดูเก่า ท่านเข้าใจโลหะเก่าสมัยก่อนไหม? ผิวไฟที่เกาะโลหะ/โลหะผสม?
๓.ขี้เบ้า อันนี้สำคัญยิ่ง ต้องแห้งดี สมัยก่อนขี้เบ้ามักทาด้วยน้ำขี้วัวกรอง สังเกตเส้นใยต้องมี
ท่านต้องเรียนรู้ให้เข้าใจจริงๆทั้งสามข้อ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะ จะบอกให้ ผู้เขียนเขียนมาหลายครั้งแล้ว
ถ้าท่านศึกษาให้ดีโอกาสท่านจะค้นพบพระแท้ย่อมมีแน่นอน
ขอเตือนอย่าพุ้งเป้าไปเรื่องการชี้ตำหนิมากเกินความจริงกว่าเรื่องทั้งสามข้อที่กล่าวมาข้างต้น
ภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
Tuesday, December 11, 2012
สวย-แท้ พระเครื่อง: การศึกษา พระสมเด็จวัดระฆัง ทางกายภาพ
สวย-แท้ พระเครื่อง: การศึกษา พระสมเด็จวัดระฆัง ทางกายภาพ: ภาพประกอบ วัดระฆังพิมพ์ใหญ่ การศึกษา พระสมเด็จวัดระฆัง ทางกายภาพ โดยยึดหลักทางวิทยาศาสตร์ และ ความเป็นธรรมชาติซึ่งเป็นหลักการศ...
การศึกษา พระสมเด็จวัดระฆัง ทางกายภาพ
ภาพประกอบ วัดระฆังพิมพ์ใหญ่
การศึกษา
พระสมเด็จวัดระฆัง ทางกายภาพ
โดยยึดหลักทางวิทยาศาสตร์ และ ความเป็นธรรมชาติซึ่งเป็นหลักการศึกษา
เบื้องต้น ก่อนการศึกษาพิมพ์ทรง
เมื่อเราได้รับพระสมเด็จ มาให้ศึกษา สิ่งแรก ที่ต้อง
ศึกษา ก็คือ การยึดหลัก 4 ย
1. ยแรก คุณสมบัติเบื้องต้นต้องมี เนื้อยุบ ให้เห็น
การยุบตัว ของเนื้อพระสมเด็จ อาจจะเป็น เพราะ เมื่ออายุนาน100 กว่าปี
สารอินทรีย์ ที่ผสมอยู่ในเนื้อพระมีการสลายตามธรรมชาติ ย่อมมีการยุบตัวลงไปเนื้อพระ หรือ มี ก้อนผงพุทธคุณ มีการหดตัวเล็กลง ก็เกิดการ
ยุบตัวได้เหมือนกัน
2. ย สอง ลักษณะของผิวพระ ให้เห็นการปริแยก ชัดเจน
แบบธรรมชาติ
ส่วนใหญ่ รอยปริแยก จะมีให้เห็น บริเวณด้านหลัง พระ
ยิ่งใกล้ บริเวณ ขอบของพระสมเด็จ บริเวณเส้นซุ้ม
หรือ ตาม วงแขน หรือด้านหน้า ตาม ขอบของพระสมเด็จ
3. ย สาม พื้นผิวพระสมเด็จ มี ลักษณะเป็นรอยย่น แบบหนังไก่
หรือ ฟูๆๆ ผิวลักษณะนี้ จะมีการเกิดปฏิกิริยาตามธรรมชาติ
เนื้อพระสมเด็จ ค่อนข้างละเอียด และ เปียกขณะสร้าง และ มีการหดตัว และ แห้งไม่สม่ำเสมอ บางองค์ จะมีลักษณะ รอยย่นฟูมาก จนทำให้
รูปร่างขององค์พระเลือนไป พระเก๊ ถือว่า ทำได้ยาก
ซึ่งถือเป็นการดู จุดตาย ของพระสมเด็จ สูตรวัดระฆังทีเดียว
ส่วนที่เรียกว่า รอยย่นสังขยานั้น
อาจพบ พระสมเด็จบางองค์ ที่ด้านหลัง เมื่อดูแว่นขยาย
แล้ว จะเหมือน พื้นผิวขนมสังขยา ลักษณะเกิดจาก ผิวเปียก
ในขณะพิมพ์ อันเป็นเหตุให้ความแน่นของผิว ขาดความสม่ำเสมอ
ในส่วนผสมของมวลสาร เมื่อแห้ง จึงยุบหดตัวไม่เท่ากัน
ริ้วคลื่น จึงปรากฏคล้ายสังขยา
4. ย ที่4 พระสมเด็จวัดระฆัง ทุกองค์ ต้องมี ริ้วรอยขยุกขยิก
ไม่ว่า เส้นสายต่างๆๆ ที่ประกอบกันเป็นองค์พระ ตลอดทั้งแนวเส้น
จะไม่เป็นเส้นคมชัดสวยงาม จะต้องมีริ้วรอยธรรมชาติ ที่เป็นริ้วรอย
ขยุกขยิก
การยึดหลัก 4 ห
1. ห แรก พระสมเด็จเมื่อดูภาพรวมแล้ว จะเห็นว่า มีสภาพธรรมชาติ แห้ง พระสมเด็จจะต้องไม่สด หรือ เปียก ชื้นแฉะ เป็นอันขาด พระสมเด็จอายุ 140 ปีขึ้นไป อายุของมวลสารที่มีปูนเปลือกหอยเป็นหลัก มวลสารผงพุทธคุณทั้งหลาย ที่ทำจากดินสอพองสีขาว เกสรดอกไม้ เมื่อผสมกันเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องเห็นสภาพแห้ง ตามอายุพระ การดูว่า สภาพแห้งธรรมชาติ สังเกตได้อย่างไร โดยดูจากพื้นผิวพระสมเด็จ จะแห้ง บางครั้งจะมีลายแตกเล็กๆๆ เต็มไปหมด และบริเวณซอก มุม พระสมเด็จ เช่นซอกรักแร้ มุมฐานพระ หรือ บริเวณตามองค์พระ และ พระสมเด็จบางองค์ ที่ผ่านการลงรักดำ จะเห็นได้ชัดเจนว่า รัก ต้องแห้งสนิท และ มีการหลุดร่อน
2. ห สอง พระสมเด็จวัดระฆังส่วนใหญ่ จะมี ผงหรือ ก้อนมวลสาร ซึ่งมีขนาดเล็ก ใหญ่ ไม่แน่นอน แม้กระทั่งรูปร่าง ก็ไม่แน่นอน แต่สีวรรณะของมวลสาร ควรมีสีขาวอมน้ำตาล ไม่ขาวใหม่ และที่สำคัญก้อนมวลสารเหล่านี้ ต้องมี ความห่างกับ เนื้อพระสมเด็จพอสมควร บางก้อนจะมีการหดตัว และ ยุบตัวเป็นหลุมเห็นได้ชัดเจน ส่วนตำแหน่งไม่แน่นอน มีให้เห็นทั้งด้านหน้าและหลังพระสมเด็จ
3. ห สาม พระสมเด็จวัดระฆัง ต้องมีคุณลักษณะพิเศษ ในเรื่องของการ ม้วนตัว หรือห่อตัวอย่างเห็นได้ชัด และ ที่จะสังเกตได้ชัดเจน เป็นบริเวณเส้นซุ้ม เส้นซุ้มจะมีลักษณะ หด ห่อตัว ม้วนตัวโค้งไปมา ไม่แน่นอน คล้ายๆเส้นขนมจีน
4. ห สี่ การศึกษา พื้นผิวบนเนื้อของพระสมเด็จวัดระฆัง จะต้องเห็น รอยเหี่ยว ริ้วรอยธรรมชาติ ถ้าไม่เห็นเลย ก็จะทำให้การพิจารณา ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าไม่ใช่พระแท้
การยึดหลัก 4 น
1. น แรก พระสมเด็จวัดระฆัง ต้องมีคุณสมบัติ เนื้อหนึกนุ่ม ทุกองค์ มิฉะนั้นแล้วถือว่าไม่ผ่าน ตามสูตรวัดระฆัง การที่เนื้อมีความหนึกนุ่ม เนื่องจาก การใช้ปูนเปลือกหอย ผสมกับน้ำตาล หรือน้ำผึ้ง เป็นปูนเพชร และที่สำคัญ การนำกระดาษว่าวที่หลวงปู่โต ได้ลงอักขระไว้ มาผสมกับปูนเพชร ซึ่งอาจจะมีข้าวเหนียวที่ทำให้หนึกนุ่มมากขึ้น และ ที่สำคัญ คราบน้ำปูนขาวบริเวณผิวพระ เป็นตัวสำคัญเมื่อผสมกับ น้ำตาล กระดาษว่าว ทำให้พระสมเด็จวัดระฆัง มีคุณสมบัติพิเศษ คือ หนึกนุ่ม แต่มีบางนักวิชาการ กล่าวว่า ผงศิลาคุณ เป็นตัวประสานที่ทำให้พระสมเด็จไม่แตกง่าย และยังมีความแกร่งเพิ่มอีกรวมทั้งเพิ่มความหนึกนุ่ม ซึ่งเป็น มวลสารพิเศษ ที่ไม่มีในพระสมเด็จอื่นๆ
2. น สอง รักน้ำเกลี้ยง พระสมเด็จวัดระฆัง มักนิยมลงรักน้ำเกลี้ยง ซึ่งนิยมทาผิวพระสมเด็จ ไม่ให้เสียหายชำรุด และ จะนิยมลงรัก ปิดทอง หรือ ชาด เพื่อความสวยงาม ยิ่ง ลงรักดำ มักจะปิดทองไปด้วย การสร้างพระสมเด็จเพื่อถวาย ข้าราชบริพารในวัง เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือ ถวายพระมหากษัตริย์ เนื่องในโอกาสำคัญ เช่น การสวรรคตของรัชกาลที่ 4 หรือ การขึ้นครองราชย์ ของรัชกาลที่ 4 และ 5 มักจะมีการปิดทองไปด้วย การทารักน้ำเกลี้ยง เป็นการรักษาผิวพระสมเด็จ เมื่อรักดำหลุดร่อน ไป ก็จะคงสภาพของรักน้ำเกลี้ยงให้เห็นตามผิวพระสมเด็จจะมีสีน้ำตาลอ่อนๆ แต่บางองค์ ที่มีการลงชาด แดงจากจีน สภาพผิวพระสมเด็จ จะมีสีแดงลูกหว้าแดงอมม่วง
3. น สาม น้ำหนัก มีนักวิชาการได้แย้งข้อมูล ในเรื่องนี้กันมากมาย แม้กระทั่ง พระธรรมถาวรช่วง ศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่โต เคยบอกว่า พระสมเด็จแห้ง จะมีน้ำหนักเบากว่าปกติ อันนี้ เข้าใจว่า ถ้าเป็นพระสมเด็จที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้งาน แต่เมื่อไร พระสมเด็จ ที่ผ่านการใช้งาน ห้อยคอ สภาพความชื้น เหงื่อ ก็มีโอกาสถูกดูดซับด้วยเหงื่อ มากขึ้น ทำให้ พระสมเด็จ มีความหนึกนุ่ม และ มีน้ำหนักมากขึ้น
4. น สี่ น้ำมันตั้งอิ้ว/น้ำผึ้ง/น้ำตาลกวด การศึกษาพระสมเด็จ วัดระฆัง ถือว่า การศึกษา สภาพของน้ำมันตั้งอิ้ว เป็นเรื่องสำคัญ และ เป็นจุดที่จะศึกษาว่า พระสมเด็จ มีสภาพอายุนานเก่าแก่ เมื่อได้เปรียบเทียบกับสภาพของน้ำมันตั้งอิ้ว ได้เลย การศึกษาสภาพธรรมชาติของน้ำมันตั้งอิ้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นประสบการณ์ของผู้ที่สะสมและศึกษาพระสมเด็จ ต้องเรียนรู้ และ ได้เห็นสภาพจริงๆ ตาต้องคมจำแม่น ด้วยสภาพธรรมชาติของพระสมเด็จ ที่ผ่านความร้อนอบอ้าวของอากาศ ประสานกับความชื้น ตลอดระยะเวลาเป็นเวลา 140 ปีขึ้นไป ย่อมมีอะไร ที่จะบ่งบอกถึงสภาพของน้ำมันตั้งอิ้ว ที่ถึงอายุ อย่างเช่น คราบน้ำมันตั้งอิ้ว รอยจั้มของน้ำมันตั้งอิ้ว หลุมบ่อของน้ำมันตั้งอิ้ว การซึมลึกของน้ำมันตั้งอิ้ว การตกผลึกของน้ำมันตั้งอิ้ว และ การไหลเยิ้มฉ่ำของน้ำมันตั้งอิ้ว และ สีวรรณะน้ำมันตั้งอิ้ว
การยึดหลัก 4 จ
1. จ แรก จุดดำ พระสมเด็จวัดระฆังที่มีสูตรตายตัว เนื่องจากเนื้อมวลสารหลักของพระสมเด็จวัดระฆัง เป็นเนื้อปูนเปลือกหอย ซึ่งเข้าใจว่า หลวงปู่โต ได้ นำมาจาก ลพบุรี ตอนที่ ท่าน ไปถวายผ้าป่า กราบไหว้พระพุทธบาท เป็นประจำทุกปี ปูนขาวเปลือกหอยเกิดจาการนำเปลือกหอยมาเผาด้วยไม้ฟืนที่อุณภูมิสูง ดังนั้นย่อมมีขี้เถาสีดำผสมอยู่ในปูนขาวซึ่งเป็นจุดดำ อยู่ในปูนขาวมากมาย นอกจากนี้ มีการนำใบลานลงอักขระและเขียนยันต์ มาเผา หรือแม้กระทั่งแม่พิมพ์ไม้แก่นเก่าๆนำมาเผาแล้วผสมกับปูนขาวอีกครั้ง
2. จ สอง จุดแดง เข้าใจว่าเป็นการ นำพระกำแพงซุ้มกอ หรืออิฐแดง จากเมืองกำแพงเพชร คราวที่ หลวงปู่โตได้เดินทางไปเยี่ยมโยมแม่ หรือธุดงค์ไปตามภาคเหนือ และได้นำมาบดจดละเอียดแล้วคลุกเคล้ากับปูนเพชร
3. จ สาม จุดน้ำตาล หลวงปู่โต ได้นำเกสรดอกไม้ เกสรดอกบัว เมล็ดกล้วย ว่าน108 มาเป็นมวลสารในการ สร้างพระสมเด็จเวลาส่องพระสมเด็จให้ละเอียดจะเห็นเป็นเม็ด หรือจุดสีน้ำตาลมากมาย
4. จ สี่ จุดขาว (ขาวใส/ขาวขุ่น) ในเนื้อพระสมเด็จมักจะเห็น ก้อน หรือ ผงมวลสาร สีขาวใส และ สีขาวขุ่นอมน้ำตาล ส่วนใหญ่แล้วปูนเพชร ที่ นำปูนขาวเปลือกหอยมาผสมกับน้ำตาล และโคกตำในครกซึ่ง ตำแล้วจะไม่ละเอียดนัก ก็จะเห็นเม็ดหรือก้อนสีขาวใส ซึ่งเป็นเศษเปลือกหอย ส่วนก้อนหรือผงขาวขุ่นอมน้ำตาล เข้าใจว่าเป็นผงพุทธคุณ ผงวิเศษทั้ง5 ของหลวงปู่โต ซึ่งทำจากดินสอพองจากลพบุรีเช่นกัน ที่นำมาผสมกับปูนเพชร ซึ่งก็จะมีลักษณะเป็นก้อนหรือผงเล็กๆอยู่ตามเนื้อพระสมเด็จ เมื่อระยะแรกๆจะมีสีขาวขุ่น พอระยะเวลานานเป็น 100กว่าปี สีขาวขุ่นก็จะแปรสภาพเป็น สีขาวอมน้ำตาล และ จะมีสภาพหดตัวฝังเป็นหลุมอยู่ในเนื้อพระสมเด็จอยู่ห่างๆจากเนื้อพระสมเด็จ
การยึดหลัก 4 ม
1. ม แรก ไม่กระด้าง พระสมเด็จวัดระฆังทุกองค์ ต้องมีความหนึกนุ่ม และ แห้งเหี่ยว ยุบ แยก ย่อ ย่น แต่ผิวพระต้องดูแล้วไม่ตึงและ กระด้าง บางครั้งสีวรรณะของผิวและเนื้อพระดูจืดๆ ไม่ธรรมชาติ
2. ม สอง ไม่ตัดขอบพระตรง เนื่องจากสมัยก่อน การแกะพระสมเด็จออกจากแม่พิมพ์ จะต้องมีการตัดกรอบพระสมเด็จให้สวยงามโดยการตัดด้วยไม้ตอก ดังนั้นขอบด้านข้างของพระสมเด็จทุกด้านจะไม่เรียบตรง เหมือนกับการปั้มพระสมเด็จจากโรงงาน ด้านข้างของพระสมเด็จ จะมีลักษณะไม่เรียบ มีรอยขรุขระ ไม่เรียบของมวลสาร บางครั้งจะสังเกตเห็นเป็นหลุมของเนื้อพระสมเด็จชัดเจน
3. ม สาม ไม่แตกระแหง พระสมเด็จวัดระฆังส่วนใหญ่ ต้องไม่มี การแตกระแหง แบบทุ่งนาที่แห้งเกรียมแบบนั้น การมีเส้นแตกระแหงใหญ่ ดูเหมือนการนำพระสมเด็จไปให้ความร้อน ด้วยเตาอบเป็นการเร่งให้แห้งแบบผิดธรรมชาติอย่างชัดเจน
4. ม สี่ คราบแป้งไม่ขาว อมเทา คราบแป้งถือว่า เป็นเรื่องที่ คลาสิกมาก ในการศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง สูตรที่น่าเป็นจุดตายเลยก็ว่าได้ ถ้าหากไม่นำพระสมเด็จอายุกว่า 140 ปี มาล้างเสียก่อน คำถามมีอยู่ว่า คราบแป้งมาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยหลักการแล้ว เวลาพิมพ์พระสมเด็จตอนแรกสภาพพระจะมีเนื้อเปียก และ บริเวณผิวพระจะมีคราบน้ำปูนปรากฏให้เห็น เมื่อนานวันเข้า คราบดังกล่าวจะแห้งตัว แล้วกลับกลายเป็นคราบแป้ง ถึงแม้ว่าบางองค์จะไม่มีคราบปูนน้ำบนผิว ในกรณีเนื้อพระไม่เปียก แต่ก็จะมีการทำปฏิกิริยาทางเคมี กับ อากาศ ทำให้เกิดการคลาย คราบแป้งออกมาบนผิวพระผ่านรูเนื้อพระสมเด็จ ซึ่งพระสมเด็จจะมีรูพรุน ฟองอากาศ หรือที่เรียกว่า ตามด ให้เห็นมากมาย และจะปรากฏคราบแป้งให้เห็น เป็นรอยตามซอก ขอบพระ บางนักวิชาการ บอกว่า เป็นแป้งโรยพิมพ์บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ จะเห็นเฉพาะด้านหน้า โดยด้านหลังจะไม่มีการโรยแป้งโรยพิมพ์แต่อย่างไร แต่ถ้าเราได้ศึกษากันให้ถ่องแท้ พระสมเด็จวัดระฆัง ด้านหลังจะเห็นคราบแป้งได้เหมือนกัน ดังนั้น การที่บอกว่า เป็นแป้งโรยพิมพ์ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ และ ที่สำคัญ ลักษณะคราบแป้ง หรือ บางครั้งเรียกว่า คราบแคลเซียม จะมีสีไม่ขาวเลยทีเดียว จะออกสีขาวอมเทาซะส่วนใหญ่ ถ้าพระสมเด็จองค์ไหน เห็นเป็นแป้งขาวๆๆจำนวนมากๆๆ น่าจะผิดปกติ ไม่ธรรมชาติ ถือว่า ตีเป็นพระเก๊ได้เลย และ คราบแป้งจะต้องเกาะติดบนผิวค่อนข้างแน่น ขูดลอกออกค่อนข้างยาก
โดยยึดหลักทางวิทยาศาสตร์ และ ความเป็นธรรมชาติซึ่งเป็นหลักการศึกษา
เบื้องต้น ก่อนการศึกษาพิมพ์ทรง
เมื่อเราได้รับพระสมเด็จ มาให้ศึกษา สิ่งแรก ที่ต้อง
ศึกษา ก็คือ การยึดหลัก 4 ย
1. ยแรก คุณสมบัติเบื้องต้นต้องมี เนื้อยุบ ให้เห็น
การยุบตัว ของเนื้อพระสมเด็จ อาจจะเป็น เพราะ เมื่ออายุนาน100 กว่าปี
สารอินทรีย์ ที่ผสมอยู่ในเนื้อพระมีการสลายตามธรรมชาติ ย่อมมีการยุบตัวลงไปเนื้อพระ หรือ มี ก้อนผงพุทธคุณ มีการหดตัวเล็กลง ก็เกิดการ
ยุบตัวได้เหมือนกัน
2. ย สอง ลักษณะของผิวพระ ให้เห็นการปริแยก ชัดเจน
แบบธรรมชาติ
ส่วนใหญ่ รอยปริแยก จะมีให้เห็น บริเวณด้านหลัง พระ
ยิ่งใกล้ บริเวณ ขอบของพระสมเด็จ บริเวณเส้นซุ้ม
หรือ ตาม วงแขน หรือด้านหน้า ตาม ขอบของพระสมเด็จ
3. ย สาม พื้นผิวพระสมเด็จ มี ลักษณะเป็นรอยย่น แบบหนังไก่
หรือ ฟูๆๆ ผิวลักษณะนี้ จะมีการเกิดปฏิกิริยาตามธรรมชาติ
เนื้อพระสมเด็จ ค่อนข้างละเอียด และ เปียกขณะสร้าง และ มีการหดตัว และ แห้งไม่สม่ำเสมอ บางองค์ จะมีลักษณะ รอยย่นฟูมาก จนทำให้
รูปร่างขององค์พระเลือนไป พระเก๊ ถือว่า ทำได้ยาก
ซึ่งถือเป็นการดู จุดตาย ของพระสมเด็จ สูตรวัดระฆังทีเดียว
ส่วนที่เรียกว่า รอยย่นสังขยานั้น
อาจพบ พระสมเด็จบางองค์ ที่ด้านหลัง เมื่อดูแว่นขยาย
แล้ว จะเหมือน พื้นผิวขนมสังขยา ลักษณะเกิดจาก ผิวเปียก
ในขณะพิมพ์ อันเป็นเหตุให้ความแน่นของผิว ขาดความสม่ำเสมอ
ในส่วนผสมของมวลสาร เมื่อแห้ง จึงยุบหดตัวไม่เท่ากัน
ริ้วคลื่น จึงปรากฏคล้ายสังขยา
4. ย ที่4 พระสมเด็จวัดระฆัง ทุกองค์ ต้องมี ริ้วรอยขยุกขยิก
ไม่ว่า เส้นสายต่างๆๆ ที่ประกอบกันเป็นองค์พระ ตลอดทั้งแนวเส้น
จะไม่เป็นเส้นคมชัดสวยงาม จะต้องมีริ้วรอยธรรมชาติ ที่เป็นริ้วรอย
ขยุกขยิก
การยึดหลัก 4 ห
1. ห แรก พระสมเด็จเมื่อดูภาพรวมแล้ว จะเห็นว่า มีสภาพธรรมชาติ แห้ง พระสมเด็จจะต้องไม่สด หรือ เปียก ชื้นแฉะ เป็นอันขาด พระสมเด็จอายุ 140 ปีขึ้นไป อายุของมวลสารที่มีปูนเปลือกหอยเป็นหลัก มวลสารผงพุทธคุณทั้งหลาย ที่ทำจากดินสอพองสีขาว เกสรดอกไม้ เมื่อผสมกันเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องเห็นสภาพแห้ง ตามอายุพระ การดูว่า สภาพแห้งธรรมชาติ สังเกตได้อย่างไร โดยดูจากพื้นผิวพระสมเด็จ จะแห้ง บางครั้งจะมีลายแตกเล็กๆๆ เต็มไปหมด และบริเวณซอก มุม พระสมเด็จ เช่นซอกรักแร้ มุมฐานพระ หรือ บริเวณตามองค์พระ และ พระสมเด็จบางองค์ ที่ผ่านการลงรักดำ จะเห็นได้ชัดเจนว่า รัก ต้องแห้งสนิท และ มีการหลุดร่อน
2. ห สอง พระสมเด็จวัดระฆังส่วนใหญ่ จะมี ผงหรือ ก้อนมวลสาร ซึ่งมีขนาดเล็ก ใหญ่ ไม่แน่นอน แม้กระทั่งรูปร่าง ก็ไม่แน่นอน แต่สีวรรณะของมวลสาร ควรมีสีขาวอมน้ำตาล ไม่ขาวใหม่ และที่สำคัญก้อนมวลสารเหล่านี้ ต้องมี ความห่างกับ เนื้อพระสมเด็จพอสมควร บางก้อนจะมีการหดตัว และ ยุบตัวเป็นหลุมเห็นได้ชัดเจน ส่วนตำแหน่งไม่แน่นอน มีให้เห็นทั้งด้านหน้าและหลังพระสมเด็จ
3. ห สาม พระสมเด็จวัดระฆัง ต้องมีคุณลักษณะพิเศษ ในเรื่องของการ ม้วนตัว หรือห่อตัวอย่างเห็นได้ชัด และ ที่จะสังเกตได้ชัดเจน เป็นบริเวณเส้นซุ้ม เส้นซุ้มจะมีลักษณะ หด ห่อตัว ม้วนตัวโค้งไปมา ไม่แน่นอน คล้ายๆเส้นขนมจีน
4. ห สี่ การศึกษา พื้นผิวบนเนื้อของพระสมเด็จวัดระฆัง จะต้องเห็น รอยเหี่ยว ริ้วรอยธรรมชาติ ถ้าไม่เห็นเลย ก็จะทำให้การพิจารณา ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าไม่ใช่พระแท้
การยึดหลัก 4 น
1. น แรก พระสมเด็จวัดระฆัง ต้องมีคุณสมบัติ เนื้อหนึกนุ่ม ทุกองค์ มิฉะนั้นแล้วถือว่าไม่ผ่าน ตามสูตรวัดระฆัง การที่เนื้อมีความหนึกนุ่ม เนื่องจาก การใช้ปูนเปลือกหอย ผสมกับน้ำตาล หรือน้ำผึ้ง เป็นปูนเพชร และที่สำคัญ การนำกระดาษว่าวที่หลวงปู่โต ได้ลงอักขระไว้ มาผสมกับปูนเพชร ซึ่งอาจจะมีข้าวเหนียวที่ทำให้หนึกนุ่มมากขึ้น และ ที่สำคัญ คราบน้ำปูนขาวบริเวณผิวพระ เป็นตัวสำคัญเมื่อผสมกับ น้ำตาล กระดาษว่าว ทำให้พระสมเด็จวัดระฆัง มีคุณสมบัติพิเศษ คือ หนึกนุ่ม แต่มีบางนักวิชาการ กล่าวว่า ผงศิลาคุณ เป็นตัวประสานที่ทำให้พระสมเด็จไม่แตกง่าย และยังมีความแกร่งเพิ่มอีกรวมทั้งเพิ่มความหนึกนุ่ม ซึ่งเป็น มวลสารพิเศษ ที่ไม่มีในพระสมเด็จอื่นๆ
2. น สอง รักน้ำเกลี้ยง พระสมเด็จวัดระฆัง มักนิยมลงรักน้ำเกลี้ยง ซึ่งนิยมทาผิวพระสมเด็จ ไม่ให้เสียหายชำรุด และ จะนิยมลงรัก ปิดทอง หรือ ชาด เพื่อความสวยงาม ยิ่ง ลงรักดำ มักจะปิดทองไปด้วย การสร้างพระสมเด็จเพื่อถวาย ข้าราชบริพารในวัง เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือ ถวายพระมหากษัตริย์ เนื่องในโอกาสำคัญ เช่น การสวรรคตของรัชกาลที่ 4 หรือ การขึ้นครองราชย์ ของรัชกาลที่ 4 และ 5 มักจะมีการปิดทองไปด้วย การทารักน้ำเกลี้ยง เป็นการรักษาผิวพระสมเด็จ เมื่อรักดำหลุดร่อน ไป ก็จะคงสภาพของรักน้ำเกลี้ยงให้เห็นตามผิวพระสมเด็จจะมีสีน้ำตาลอ่อนๆ แต่บางองค์ ที่มีการลงชาด แดงจากจีน สภาพผิวพระสมเด็จ จะมีสีแดงลูกหว้าแดงอมม่วง
3. น สาม น้ำหนัก มีนักวิชาการได้แย้งข้อมูล ในเรื่องนี้กันมากมาย แม้กระทั่ง พระธรรมถาวรช่วง ศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่โต เคยบอกว่า พระสมเด็จแห้ง จะมีน้ำหนักเบากว่าปกติ อันนี้ เข้าใจว่า ถ้าเป็นพระสมเด็จที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้งาน แต่เมื่อไร พระสมเด็จ ที่ผ่านการใช้งาน ห้อยคอ สภาพความชื้น เหงื่อ ก็มีโอกาสถูกดูดซับด้วยเหงื่อ มากขึ้น ทำให้ พระสมเด็จ มีความหนึกนุ่ม และ มีน้ำหนักมากขึ้น
4. น สี่ น้ำมันตั้งอิ้ว/น้ำผึ้ง/น้ำตาลกวด การศึกษาพระสมเด็จ วัดระฆัง ถือว่า การศึกษา สภาพของน้ำมันตั้งอิ้ว เป็นเรื่องสำคัญ และ เป็นจุดที่จะศึกษาว่า พระสมเด็จ มีสภาพอายุนานเก่าแก่ เมื่อได้เปรียบเทียบกับสภาพของน้ำมันตั้งอิ้ว ได้เลย การศึกษาสภาพธรรมชาติของน้ำมันตั้งอิ้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นประสบการณ์ของผู้ที่สะสมและศึกษาพระสมเด็จ ต้องเรียนรู้ และ ได้เห็นสภาพจริงๆ ตาต้องคมจำแม่น ด้วยสภาพธรรมชาติของพระสมเด็จ ที่ผ่านความร้อนอบอ้าวของอากาศ ประสานกับความชื้น ตลอดระยะเวลาเป็นเวลา 140 ปีขึ้นไป ย่อมมีอะไร ที่จะบ่งบอกถึงสภาพของน้ำมันตั้งอิ้ว ที่ถึงอายุ อย่างเช่น คราบน้ำมันตั้งอิ้ว รอยจั้มของน้ำมันตั้งอิ้ว หลุมบ่อของน้ำมันตั้งอิ้ว การซึมลึกของน้ำมันตั้งอิ้ว การตกผลึกของน้ำมันตั้งอิ้ว และ การไหลเยิ้มฉ่ำของน้ำมันตั้งอิ้ว และ สีวรรณะน้ำมันตั้งอิ้ว
การยึดหลัก 4 จ
1. จ แรก จุดดำ พระสมเด็จวัดระฆังที่มีสูตรตายตัว เนื่องจากเนื้อมวลสารหลักของพระสมเด็จวัดระฆัง เป็นเนื้อปูนเปลือกหอย ซึ่งเข้าใจว่า หลวงปู่โต ได้ นำมาจาก ลพบุรี ตอนที่ ท่าน ไปถวายผ้าป่า กราบไหว้พระพุทธบาท เป็นประจำทุกปี ปูนขาวเปลือกหอยเกิดจาการนำเปลือกหอยมาเผาด้วยไม้ฟืนที่อุณภูมิสูง ดังนั้นย่อมมีขี้เถาสีดำผสมอยู่ในปูนขาวซึ่งเป็นจุดดำ อยู่ในปูนขาวมากมาย นอกจากนี้ มีการนำใบลานลงอักขระและเขียนยันต์ มาเผา หรือแม้กระทั่งแม่พิมพ์ไม้แก่นเก่าๆนำมาเผาแล้วผสมกับปูนขาวอีกครั้ง
2. จ สอง จุดแดง เข้าใจว่าเป็นการ นำพระกำแพงซุ้มกอ หรืออิฐแดง จากเมืองกำแพงเพชร คราวที่ หลวงปู่โตได้เดินทางไปเยี่ยมโยมแม่ หรือธุดงค์ไปตามภาคเหนือ และได้นำมาบดจดละเอียดแล้วคลุกเคล้ากับปูนเพชร
3. จ สาม จุดน้ำตาล หลวงปู่โต ได้นำเกสรดอกไม้ เกสรดอกบัว เมล็ดกล้วย ว่าน108 มาเป็นมวลสารในการ สร้างพระสมเด็จเวลาส่องพระสมเด็จให้ละเอียดจะเห็นเป็นเม็ด หรือจุดสีน้ำตาลมากมาย
4. จ สี่ จุดขาว (ขาวใส/ขาวขุ่น) ในเนื้อพระสมเด็จมักจะเห็น ก้อน หรือ ผงมวลสาร สีขาวใส และ สีขาวขุ่นอมน้ำตาล ส่วนใหญ่แล้วปูนเพชร ที่ นำปูนขาวเปลือกหอยมาผสมกับน้ำตาล และโคกตำในครกซึ่ง ตำแล้วจะไม่ละเอียดนัก ก็จะเห็นเม็ดหรือก้อนสีขาวใส ซึ่งเป็นเศษเปลือกหอย ส่วนก้อนหรือผงขาวขุ่นอมน้ำตาล เข้าใจว่าเป็นผงพุทธคุณ ผงวิเศษทั้ง5 ของหลวงปู่โต ซึ่งทำจากดินสอพองจากลพบุรีเช่นกัน ที่นำมาผสมกับปูนเพชร ซึ่งก็จะมีลักษณะเป็นก้อนหรือผงเล็กๆอยู่ตามเนื้อพระสมเด็จ เมื่อระยะแรกๆจะมีสีขาวขุ่น พอระยะเวลานานเป็น 100กว่าปี สีขาวขุ่นก็จะแปรสภาพเป็น สีขาวอมน้ำตาล และ จะมีสภาพหดตัวฝังเป็นหลุมอยู่ในเนื้อพระสมเด็จอยู่ห่างๆจากเนื้อพระสมเด็จ
การยึดหลัก 4 ม
1. ม แรก ไม่กระด้าง พระสมเด็จวัดระฆังทุกองค์ ต้องมีความหนึกนุ่ม และ แห้งเหี่ยว ยุบ แยก ย่อ ย่น แต่ผิวพระต้องดูแล้วไม่ตึงและ กระด้าง บางครั้งสีวรรณะของผิวและเนื้อพระดูจืดๆ ไม่ธรรมชาติ
2. ม สอง ไม่ตัดขอบพระตรง เนื่องจากสมัยก่อน การแกะพระสมเด็จออกจากแม่พิมพ์ จะต้องมีการตัดกรอบพระสมเด็จให้สวยงามโดยการตัดด้วยไม้ตอก ดังนั้นขอบด้านข้างของพระสมเด็จทุกด้านจะไม่เรียบตรง เหมือนกับการปั้มพระสมเด็จจากโรงงาน ด้านข้างของพระสมเด็จ จะมีลักษณะไม่เรียบ มีรอยขรุขระ ไม่เรียบของมวลสาร บางครั้งจะสังเกตเห็นเป็นหลุมของเนื้อพระสมเด็จชัดเจน
3. ม สาม ไม่แตกระแหง พระสมเด็จวัดระฆังส่วนใหญ่ ต้องไม่มี การแตกระแหง แบบทุ่งนาที่แห้งเกรียมแบบนั้น การมีเส้นแตกระแหงใหญ่ ดูเหมือนการนำพระสมเด็จไปให้ความร้อน ด้วยเตาอบเป็นการเร่งให้แห้งแบบผิดธรรมชาติอย่างชัดเจน
4. ม สี่ คราบแป้งไม่ขาว อมเทา คราบแป้งถือว่า เป็นเรื่องที่ คลาสิกมาก ในการศึกษาพระสมเด็จวัดระฆัง สูตรที่น่าเป็นจุดตายเลยก็ว่าได้ ถ้าหากไม่นำพระสมเด็จอายุกว่า 140 ปี มาล้างเสียก่อน คำถามมีอยู่ว่า คราบแป้งมาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยหลักการแล้ว เวลาพิมพ์พระสมเด็จตอนแรกสภาพพระจะมีเนื้อเปียก และ บริเวณผิวพระจะมีคราบน้ำปูนปรากฏให้เห็น เมื่อนานวันเข้า คราบดังกล่าวจะแห้งตัว แล้วกลับกลายเป็นคราบแป้ง ถึงแม้ว่าบางองค์จะไม่มีคราบปูนน้ำบนผิว ในกรณีเนื้อพระไม่เปียก แต่ก็จะมีการทำปฏิกิริยาทางเคมี กับ อากาศ ทำให้เกิดการคลาย คราบแป้งออกมาบนผิวพระผ่านรูเนื้อพระสมเด็จ ซึ่งพระสมเด็จจะมีรูพรุน ฟองอากาศ หรือที่เรียกว่า ตามด ให้เห็นมากมาย และจะปรากฏคราบแป้งให้เห็น เป็นรอยตามซอก ขอบพระ บางนักวิชาการ บอกว่า เป็นแป้งโรยพิมพ์บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ จะเห็นเฉพาะด้านหน้า โดยด้านหลังจะไม่มีการโรยแป้งโรยพิมพ์แต่อย่างไร แต่ถ้าเราได้ศึกษากันให้ถ่องแท้ พระสมเด็จวัดระฆัง ด้านหลังจะเห็นคราบแป้งได้เหมือนกัน ดังนั้น การที่บอกว่า เป็นแป้งโรยพิมพ์ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ และ ที่สำคัญ ลักษณะคราบแป้ง หรือ บางครั้งเรียกว่า คราบแคลเซียม จะมีสีไม่ขาวเลยทีเดียว จะออกสีขาวอมเทาซะส่วนใหญ่ ถ้าพระสมเด็จองค์ไหน เห็นเป็นแป้งขาวๆๆจำนวนมากๆๆ น่าจะผิดปกติ ไม่ธรรมชาติ ถือว่า ตีเป็นพระเก๊ได้เลย และ คราบแป้งจะต้องเกาะติดบนผิวค่อนข้างแน่น ขูดลอกออกค่อนข้างยาก
(ได้จากความรู้เบ่งปันกันทาง Internet)
ศึกษาไว้แล้วโอกาสดีจะเป็นของผู้ศึกษา
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Subscribe to:
Comments (Atom)




