พระปิดตาเนื้อผงคลุกรักของหลวงปู่ไข่นี้หายากมากเพราะใครมีก็เก็บไว้ไม่นำออกมาปล่อย จุดสังเกตคือรูปทรงการนั่งของพระ/แขนพระแนบติดกันไม่เว้นห่างนั่งแบบพับเพียบมองเห็นหัวเข่าทั้งสองและเนื้อพระคลุกรักต้องมีมวลสารเพราะนี่คือหัวใจสำคัญยิ่ง ภาพถ่ายนี้นับว่าชัดมาก ศึกษาไว้ให้จำติดตาเพื่อท่านมีโอกาส นอกจากนี้ต้องแห้งขอบพระมีการหดหยัก
ศึกษาประวัติของท่านด้วย
วัดบพิตรพิมุข(เชิงเลน)
วัดบพิตรพิมุข
มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า วัดเชิงเลน ประมาณ พ.ศ.2328 สมเด็จพระเจ้าหลายเธอ
เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง)
ทรงสถาปนาใหม่หมดทั้งพระอาราม และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
รับไว้เป็นพระอารามหลวงและพระราชทานนามว่า "วัดบพิตรพิมุข"
เพื่อเฉลิมพระเกียรติกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขพระองค์นั้น
วัดบพิตรพิมุขได้รับการสมโภช พร้อมกับการสมโภชพระมหานคร
สมโภชวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และสมโภชอารามอื่น ๆ
ผู้สร้างและบูรณปฏิสังขรณ์
วัดบพิตรพิมุข เดิมเป็นวัดราษฎร์
และเป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้สร้าง
มีการสันนิษฐานกันว่า คงสร้างภายหลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๒๓๑)
เพราะไม่ปรากฏในแผนที่ป้อมเมืองธนบุรี ที่เมอชิเออร์ วอลสันเดส เวอร์เกนส์
ได้เขียนไว้ใน พ.ศ.๒๒๓๑
รัชการที่
๑ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้า กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
ทรงสถาปนานาใหม่ทั้งอาราม เช่น ทรงสร้างศาลาการเปรียญ กุฏิและถาวรวัตถุอื่น ๆ
ด้วยเครื่องไม้ ทรงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและพระวิหารเป็นต้น
รัชกาลที่
๒ คงไม่มีการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์มากนัก ในรัชการนี้ชื่อของวัดบพิตรพิมุขได้ปรากฏในพระราชวงศาวดาร
เพราะใช้เป็นที่เผาศพราษฎรที่ถึงแก่กรรมด้วยอหิวาตกโรค ซึ่งเผาและฝังไม่ทัน
ต้องนำศพมากองสุ่มก่ายกันไว้ตามป่าช้า และศาลาด้นราวกับกองฟืน น่าสังเวชยิ่งนัก
รัชกาลที่
๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อเสนาสนะและถาวรวัตถุที่เป็นเครื่องไม้และสร้างใหม่ด้วยก่ออิฐถือปูนทั้งหมด
การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ คือ พระอุโบสถ พระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถ
พระวิหาร พระเจดีย์ กุฎีเก๋งจีน (กุฎีเก๋งจีน พระยาโชฎึกราชเศรษฐีจีน (ทองจีน)
เจ้ากรมท่าซ้าย สร้างถวายเดิมสร้างแบบศิลปะจีนทั้งหมด ต่อมาได้ซ่อมปนศิลปะไทยเข้าไปบ้าง
โดยเฉพาะเครื่องบนเปลื่อยให้เป็นการเข้าไม้ตามแบบเก่าของจีน)
รัชกาลที่
๔ สมัยหม่อมเจ้าพระญาณวราภรณ์ (หม่อมเจ้ารอง) มีการสร้างหอไตร
กุฏิตำหนักและกุฏิสงฆ์ โดยจัดเป็นกลุ่มกุฏิ ๔ หลัง
แต่ละกลุ่มมีหอไตรด้วยสำหรับกุฏิตำหนักนั้นเป็นที่ประทับของหม่อมเจ้าพระญาณวราภรณ์
รัชกาลที่ ๕ สมัยพระธรรมวโรดม
(สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ธมฺมสิริ ฤทธิ์)
พระธรรมวโรดมเป็นเจ้าอาวาสเป็นผู้เอาใจใส่ในกิจการพระศาสนา
และขวนขวายบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุให้อยู่ในสภาพดีเสมอ
จนเป็นทีโปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และทรงมีพระราชกระแสชมเชยว่า
“สมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นสมภารมีสิริ
อยู่วัดไหนก็เจริญวัดนั้น เช่น วัดบพิตรพิมุขก็เคยเจริญมาครั้งหนึ่งแล้ว
จึงได้นิมนต์มาไว้วัดอรุณฯ ก็มาทำความเจริญให้แก่วัดอรุณฯ
เป็นที่เจริญความเลื่อมใส ให้บอกอนุโมทนาด้วยความยินดีไปให้ท่านทราบ”
ต่อมาในสมัยของพระราชเมธี
(พระธรรมดิลก จนฺทสิริ อิ่ม) และพระราชโมลี (พระธรรมปิฎก จนฺทสุวณฺโณ น่วม)
มีการบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุหลายประการเช่นกัน
รัชกาลที่ ๖-๗-๘
ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุและเสนาสนะหลายประการเช่นกัน
สถานที่ตั้ง
วัดบพิตรพิมุข
เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิด วรวิหาร ตั้งอยู่ที่เลขที่ 266 ถนนจักรวรรดิ แขวง จักรวรรดิ
เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานคร
ข้อมูลประวัติหลวงปู่ไข่ อินทสโร
เกิด วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน 2402 ตรงกับ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม
บรรพชา เป็นสามเณร อยู่กับ อ.ปาน
วัดโสธร
อุปสมบท ณ วัดลัดด่าน สมุทรสงคราม ประมาณ
ปี 2422
มรณภาพ วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2475 เวลา 13.25 น.
รวมสิริอายุ 74 ปี 54 พรรษา
อินฺทสโรภิกฺขุ
(ไข่) หรือที่รู้จักกันดีในหมู่นักสะสมพระเครื่องว่า หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน
เป็นชาวแปดริ้ว บ้านเกิดอยู่บริเวณ ประตูน้ำท่าไข่ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน หลวงปู่เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2402 ตรงกับขึ้น5 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม เป็นบุตรของนายกล่อม นางบัว จันทร์สัมฤทธิ์
มีพี่น้องกี่คนไม่ปรากฏ
ขณะที่ท่าน
อายุ 6 ขวบ (ประมาณ พ.ศ. 2408) บิดาได้นำไปฝากเป็นศิษย์หลวงพ่อปาน
วัดโสธร คือวัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน เพื่อให้เรียนหนังสือ
ต่อมาจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อได้บรรพชาแล้วก็ได้หัดเทศน์มหาชาติและเทศน์ประชัน
กล่าวกันว่าหลวงพ่อปู่ไข่มีความสามารถในการเทศน์มหาชาติกัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรีได้ไพเราะกังวานจับใจผู้ฟังยิ่งนักแม้ภายหลังเมื่อชราแล้ว
ศิษย์ผู้อยู่ใกล้ชิดก็มักจะได้ยินหลวงปู่ทบทวนการเทศน์มหาชาติ ทั้ง 2 กัณฑ์ ในตอนกลางคืนอยู่เสมอๆ
ครั้นเมื่อหลวงพ่อปาน
วัดโสธร มรณภาพแล้ว หลวงปู่ไข่ได้ไปอยู่กับพระอาจารย์จวง วัดน้อย
ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จนกระทั่งพระอาจารย์จวงมรณภาพ
ขณะนั้นหลวงปู่ไข่มีอายุได้ 15 ปี
(ประมาณ พ.ศ.2417)ตามประวัติกล่าวว่าหลวงปู่ไข่
ได้เดินทางมากรุงเทพฯ ไปอยู่กับพระอาจารย์รูปหนึ่ง (ไม่ปรากฏนาม)
ที่วัดหงส์รัตนาราม อำเภอบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี เพื่อเรียนพระปริยัติธรรม อีก 3 ปีต่อมา (ประมาณ พ.ศ.2420) หลวงปู่ไข่ได้เดินทางไปอยู่กับพระอาจารย์เอี่ยม
วัดลัดด่าน ซึ่งอยู่ที่แม่กลอง จังหวัดสมุทรสาคร และได้เล่าเรียนปริยัติธรรมและพระวินัยจนอายุครบบวช
(ประมาณ พ.ศ.2422) จึงได้อุปสมบทที่วัดนี้ โดยมี
พระอาจารย์เนตร วัดบ้านแหลม เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เอี่ยม
วัดลัดด่าน เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ภู่ วัดบางกะพ้อม
เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
อุปสมบทแล้วได้เดินทางไปเรียนพระกรรมฐานกับพระอาจารย์รูปหนึ่ง
(ไม่ปรากฏนาม) ซึ่งอยู่ที่เชิงเขา แขวงเมืองกาญจนบุรี
เรียนอยู่ระยะหนึ่งจึ่งกลับมาอยู่วัดลัดด่านตามเดิมต่อมาหลวงปู่ไข่ได้ออกธุดงค์ไปตามสำนักพระอาจารย์ต่างๆ
ซึ่งอยู่ที่อำเภอโพธาราม เมืองราชบุรี และเมืองกาญจนบุรี
จากนั้นได้กลับมาอยู่ที่วัดลัดด่านอีกระยะหนึ่ง
จึงได้ออกธุดงค์ไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์ในถ้ำที่เมืองกาญจนบุรีเป็นเวลาประมาณ
6 ปี (ราว พ.ศ. 2423 - 2429) ตามประวัติกล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า
"ท่านเล่าว่า ระหว่างอยู่ในถ้ำนั้น
ตกกลางคืนจะมีสิงห์สาราสัตย์ต่างๆ เข้ามานอนล้อมกอด พอเช้ามืดต่างคนต่างออกไปหากิน
ส่วนท่านก็จะออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตรประจำวัน (ท่านฉันหนเดียว)
เมื่อท่านศึกษาอยู่ในถ้ำนั้นเป็นเวลานานพอสมควร เห็นว่าจะช่วยเหลือโลกได้บ้างแล้ว
ท่านก็เดินธุดงค์ออกจากถ้ำไปในที่ต่าง ๆ โดยไม่ยอมขึ้นรถลงเรือ
และไม่มีจุดหมายปลายทาง สุดแต่มืดที่ไหนก็กางกลดนอนที่นั่น
เช้าก็ออกเดินธุดงค์ต่อไป
ในระหว่างทางมีราษฎรมาขอความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด
เรื่องตกทุกข์ได้ยาก หรือเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเป็นบ้าเสียจริต
ท่านมีจิตเมตตาช่วยรักษาให้ตามที่อธิษฐานทุกคน"
หลวงปู่ไข่เดินธุดงค์อยู่ราว
๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ.๒๔๒๙ - พ.ศ.๒๔๔๔)
เกียรติคุณของหลวงปู่ไข่ได้เลื่องลือเข้ามาถึงกรุงเทพฯ
จึงมีผู้นิมนต์มาอยู่ที่วัดบางยี่เรือ ฝั่งธนบุรี เป็นเวลา ๑ ปี
จากนั้นหลวงปู่ไข่ก็ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรอีกหลายปี ในที่สุดหลวงปู่ไข่ก็เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ
อีกครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าคงราว ๆ พ.ศ.๒๔๕๕ -พ.ศ.๒๔๖๑
การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ครั้งนี้
หลวงปู่ไข่ได้เลือกจำพรรษาอยู่ที่วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุขวรวิหาร
ทั้งนี้เพราะที่วัดบพิตรพิมุขมีพระภิกษุน้อย และมีคณะกุฏิ ซึ่งใช้เป็นที่เก็บศพ
และบางครั้งก็มีชาวบ้านเข้ามาใช้เป็นที่ถ่ายอุจจาระด้วย
ดังนั้นคณะกุฏินี้จึงเป็นสถานที่เงียบสงบ ไม่มีใครมารบกวนมากนัก
หลวงปู่ไข่จึงเข้ามาอยู่ที่คณะกุฏิในป่าช้าของวัดบพิตรพิมุข
สมัยนั้นพระภิกษุรูปใดจะเข้ามาอยู่วัดก็ได้โดยเสรี
ไม่ต้องมีบัตรและไม่มีใครตรวจตรา ไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ถึงคราวเข้าปุริมพรรษา
ก็บอกกล่าวเจ้าอาวาสให้รับทราบ เพื่อจะได้จำพรรษาที่วัดนั้น
และเมื่อหลวงปู่ไข่มาอยู่ที่วัดบพิตรพิมุขนั้น พระกวีวงศ์ (กระแจะ วสุตตโม ป.ธ.๔)
เป็นเจ้าอาวาส ในระหว่างที่หลวงปู่ไข่จำพรรษาอยู่ ณ วัดบพิตรมุข หลวงปู่ไข่ได้ปฏิบัติทางธรรมและสร้างการกุศลหลายประการ
ได้แก่ สอนพระกรรมฐานแก่บรรพชิตและฆราวาส ช่วยอนุเคราะห์แก่ผู้เจ็บไข้ได้ทุกข์
บริจาคทรัพย์ส่วนตัวและชักชวนบรรดาศิษย์และผู้ที่คุ้นเคยให้มาร่วมการทำบุญ เช่น
สร้างพระพุทธปฏิมา ซ่อมพระพุทธรูปของเก่าที่ชำรุดหักพังให้ดีขึ้น สร้างพระไตรปิฎก
โดยหลวงปู่ไข่ลงมือจารใบลานด้วยตนเองบ้าง ให้ช่างจารขึ้นบ้าง
ซ่อมแซมกุฏิที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น สร้างกุฏิเป็นห้องแถวไม้ขึ้นอีกหลายกุฏิ
ทั้งได้สร้างถนน สระน้ำ ถังรับน้ำฝน ขึ้นภายในบริเวณวัด
สร้างแท่นสำหรับนั่งพักภายในคณะกุฏิให้เป็นที่สะดวกแก่พระภิกษุสามเณรที่อาศัยอยู่ในคณะนั้น
เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่า เมื่อครั้งหลวงปู่ไข่จำพรรษาอยู่ตามหัวเมือง
ก็ได้สร้างและปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ มาแล้วหลายแห่ง
หลวงปู่ไข่เป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในคูณพระรัตนตรัย
มีจิตสุขุมเยือกเย็นประกอบด้วยเมตตากรุณา มีจริยาวัตรอัธยาศัยเรียบร้อย
เคร่งครัดในทางสัมมาปฏิบัติ
เป็นที่เคารพนับถือแก่บรรดาศิษย์และผู้ที่รู้จักคุ้นเคยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นอันมาก
หลวงปู่ไข่เป็นพระที่สมณะใฝ่สันโดษ
เจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นนิตย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร
บรรดาศิษย์ของหลวงปู่ไข่ได้ป่วยก็มาหา หลวงปู่ไข่ก็จะแนะนำให้ไปซื้อยามาเสกให้กิน
เมื่อมีเวลาว่างหลวงปู่ไข่ก็จะสร้างพระ ตะกรุด ธง
และเหรียญออกแจกจ่ายแก่บรรดาศิษย์ ราว พ.ศ. ๒๔๗๐ หลวงปู่ไข่เตรียมบาตร กลด
และย่ามเพื่อจะออกธุดงค์ แต่บรรดาศิษย์ทั้งที่เป็นข้าราชการ พ่อค้า
ได้ปรึกษาหารือกันว่า หลวงปู่ไข่ชราภาพมากแล้ว
หากออกธุดงค์คราวนี้ไซร้คงจะไม่ได้กลับมาแน่ จึงได้นิมนต์ยับยั้งไว้
โดยขอให้หลวงปู่ไข่อยู่วิปัสสนากรรมฐานแก่บรรดาศิษย์ต่อไป
หลวงปู่ไข่เริ่มอาพาธด้วยโรคชราตั้งแต่วันที่ ๗
มกราคม พ.ศ.๒๔๗๕ ครั้นวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๕ เวลา ๑๓.๒๕ น.
ก็ถึงแก่มรณภาพก่อนเวลาที่จะมรณภาพ หลวงปู่ได้ข่มความทุกข์เวทนาอยู่ในเวลานั้น
ให้หายไปได้ ประดุจบุคคลที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ แล้วขอให้ศิษย์ที่พยาบาลอยู่
ประคองตัวให้ลุกขึ้นนั่ง และให้จุดธูปเทียนบูชาพระ
เมื่อกระทำนมัสการบูชาพระเสร็จแล้วก็เจริญสมาธิสงบระงับจิต
เงียบเป็นปกติอยู่ประมาณ ๑๕ นาที ก็หมดลมปราณ
ถึงวาระสุดท้ายศิษย์ผู้คอยเฝ้าพยาบาลอยู่
จึงประคองตัวหลวงปู่ไข่ให้นอนลง รวมอายุได้ ๗๔ ปี พรรษา ๕๔ พรรษา
ตามปรกติที่วัดบพิตรพิมุขไม่มีที่ประชุมเพลิงศพโดยเฉพาะ
ด้วยเหตุนี้คณะสงฆ์เห็นว่าหลวงปู่ไข่ เป็นพระเก่าแก่ของวัด และมีผู้เคารพนับถือมาก
จึงขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำการประชุมเพลิงศพหลวงปู่ไข่ที่บริเวณกุฏิ
กำหนดประชุมเพลิงในวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๖ เวลา ๑๗.๐๐ น. (คือประมาณ ๑๐๐
วันหลังจากมรณภาพ สมัยนั้น วันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ ๑ เมษายน)
ในวันประชุมเพลิงศพ มีคนมาร่วมงานมากมาย
ถึงกับล้นออกไปตามตรอกซอยและถนน พอถึงเวลาเคลื่อนศพเพื่อนำไปขึ้นเชิงตะกอน
ทันใดนั้นเอง แผ่นดินบริเวณคณะได้เกิดไหวขึ้น คนตกใจถึงกับออกปากว่า อภินิหารของหลวงปู่มากเหลือเกิน
เมื่อประชุมเพลิง
แล้วสัปเหร่อได้จัดการแปรธาตุเก็บอัฐิ
บรรดาศิษย์เข้าขออัฐิของหลวงปู่ไปไว้บูชาเป็นจำนวนมาก
----------------------------------------------------------------------------------------------

No comments:
Post a Comment