เหรียญนี้ราคาค่านิยมในปัจจุบันแพงมากๆ เหตุเพราะความต้องการมีมากๆแต่จำนวนมีไม่มากเมื่อครั้งแรกผลิตออกมาในปีพ.ศ.๒๕๐๐สามพันเหรียญเป็นเนื้อทองแดงล้วนๆไม่มีเนื้ออื่นโดยท่านอาจารย์ ทิมสั่งให้สร้างและท่านปลุกเสกเอง บางท่านว่ามีเนื้อทองคำด้วย ผู้เขียนบอกว่าเนื้อทองคำนั้นปล่อยให้คนบ้าเห่อเล่นไปเถอะเพราะคนมีเงินมากชอบลมปากมากกว่าความจริง ส่วนรุ่นสองสร้างห้าพันเหรียญในเวลาใกล้เคียงกันแต่ต่างพ.ศ.คือสร้างในปีพ.ศ.๒๕๐๑แต่ท่านอาจารย์ให้ทำกาหลั่ยเงินและกาหลั่ยทองเพื่อให้แยกออกจากรุ่นแรก อย่างไรก็ตามความนิยมถือพอๆกันหากเหรียญสวยๆก็ราคาแพงสุด โดยเหรียญทองแดงสวยๆจะแพงกว่าเพราะศักดิ์ศรีเป็นรุ่นพี่
ส่วนของปลอมนั้นมากมายนัก การมีของปลอมก็ดีเพราะทำให้ของจริงยิ่งราคาแพงสุดๆ ดังนั้นนักนิยมพระเครื่องต้องศึกษาและใฝ่ใจจริงจึงจะได้ของแท้ ควรเช่าพระที่สวยๆ พระสึกให้ผู้ชำนาญการเขาเช่าไป หากท่านชำนาญและกล้าเช่าแต่ต้องราคาไม่แพงเหตุเพราะถ้าท่านจะปล่อยต่อนั้นยากยิ่ง ขนาดของสวยๆยังดูยาก นับภาษาอะไรกับของสึกๆ ย่อมยากกว่าเสมอและตำหนิก็หดหายไปมากตามการใช้
เหรียญรุ่นนี้นอกจากจะดูพิมพ์ทรง/ตำหนิแล้วต้องดูเนื้อโลหะด้วยเพราะเนื้อโลหะทองแดงที่ใช้จะอ่อนมีลอยปริ้นของเนื้อทางด้านหลัง นอกจากนี้ก็ต้องดูขอบตัดของเหรียญด้วย หากท่านจะแสวงหาเหรียญรุ่นนี้ท่านต้องศึกษานานๆอ่านตำหนิให้ออกและควรเลือกเช่าเหรียญสวยสึกน้อย นอกจากเนื้อทองแดงแล้วเนื้ออื่นๆไม่ควรเล่น เหรียญรุ่นนี้ถ้าท่านจะได้ของแท้ในตลาดพระเครื่องธรรมดาทั่วๆไปท่านต้องเก่งจริงๆวิชาต้องแน่นมากๆ ท่านจึงจะมีโอกาสเช่าหาได้ในราคาไม่แพงเว่อเกินไป อย่าลืมว่าของแท้ใครๆก็สงวนไว้ ถ้าท่านศึกษาไม่ดีจริงไม่สู่ราคา ท่านก็อย่าไปเล่นจึงจะปลอดภัยไม่เสียเงินฟรีๆซื้อของเก๊
ภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
-----------------------------------------------------------------------------------------
Blog นี้จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระเครื่องชั้นนำของเมืองไทย นำพระแท้/สวยมาบรรยาย ไม่เน้นการพาณิชย์ เน้นความแท้จริงของพระเครื่องนั้นๆ จัดทำขึ้นเพื่อนชนรุ่นหลัง จะได้เล่นหาสะสมพระเครื่องแท้ สำหรับตนเองและลูกหลานต่อๆไปในอนาคต พระแท้นั้นย่อมเปลี่ยนมือกันได้ ให้จำไว้เสมอ
Wednesday, June 5, 2013
Monday, April 8, 2013
พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์
พระพิมพ์นี้ ค่อนข้างหายากเซียนบางคนก็ไม่ยอมรับเหตุด้วยหายากจึงไม่เล่นกันว่างั้นเถอะ
แต่พิมพ์ปรกโพธิ์นั้นเป็นพิมพ์พระที่สวยและเนื้อหามวลสารมักติดแม่พิมพ์ชัดดี เพราะว่าแม่พิมพ์นั้นค่อนข้างจะละเอียด การที่จะให้พิมพ์ติดชัดก็ต้องผสมเนื้อมวลสารให้ละเอียดตามไปด้วย จึงจะเห็นผล
พิมพ์นี้มีใบโพธิ์ข้างละแปดใบ รวมสองข้างสิบหกใบ พระพิมพ์ติดชัดดีมาก เนื้อพระมีมวลสารแบบของวัดระฆังจึงค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นสมเด็จวัดระฆัง มวลสารเม็ดพระธาตุมีมากพอควร คราบแป้งมากเพราะพระเนื้อละเอียดต้องโรยแป้งมากเพื่อให้พระพิมพ์ออกมาได้สวย ส่องกล้องดูมีเงาเป็นเกล็ดๆสวยงามดี ด้านหลังพระมีล่องรอยการหดตัวของมวลสาร พระแห้งสนิทเคาะกับโลหะมีเสียงดังกังวาล ด้านหลังเห็นรอยปูไต่ ด้านหน้ามีรอยรูพรุน เข่าสูตรตามหลักการดูพระสมเด็จ ตามตำรา มองเห็นขอบพระที่เป็นเส้นกำหนดการแกะแม่พิมพ์ได้ดี นี่ก็น่าจะแสดงออกว่าเป็นแม่พิมพ์ของฝีมือช่างหลวงและคงเป็นพระที่พิมพ์ในสมัยของหลวงวิจารณ์เจียรนัยหลังทำแม่พิมพืไปถวายท่านสมเด็จโต
ภาพประกอบให้ชม
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------------
แต่พิมพ์ปรกโพธิ์นั้นเป็นพิมพ์พระที่สวยและเนื้อหามวลสารมักติดแม่พิมพ์ชัดดี เพราะว่าแม่พิมพ์นั้นค่อนข้างจะละเอียด การที่จะให้พิมพ์ติดชัดก็ต้องผสมเนื้อมวลสารให้ละเอียดตามไปด้วย จึงจะเห็นผล
พิมพ์นี้มีใบโพธิ์ข้างละแปดใบ รวมสองข้างสิบหกใบ พระพิมพ์ติดชัดดีมาก เนื้อพระมีมวลสารแบบของวัดระฆังจึงค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นสมเด็จวัดระฆัง มวลสารเม็ดพระธาตุมีมากพอควร คราบแป้งมากเพราะพระเนื้อละเอียดต้องโรยแป้งมากเพื่อให้พระพิมพ์ออกมาได้สวย ส่องกล้องดูมีเงาเป็นเกล็ดๆสวยงามดี ด้านหลังพระมีล่องรอยการหดตัวของมวลสาร พระแห้งสนิทเคาะกับโลหะมีเสียงดังกังวาล ด้านหลังเห็นรอยปูไต่ ด้านหน้ามีรอยรูพรุน เข่าสูตรตามหลักการดูพระสมเด็จ ตามตำรา มองเห็นขอบพระที่เป็นเส้นกำหนดการแกะแม่พิมพ์ได้ดี นี่ก็น่าจะแสดงออกว่าเป็นแม่พิมพ์ของฝีมือช่างหลวงและคงเป็นพระที่พิมพ์ในสมัยของหลวงวิจารณ์เจียรนัยหลังทำแม่พิมพืไปถวายท่านสมเด็จโต
ภาพประกอบให้ชม
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------------
Tuesday, April 2, 2013
พระพิมพ์สมเด็จของหลวงวิจารณ์เจียรนัย
พิมพ์พระของท่านมักเป็นพิมพ์สวยเหตที่ว่าท่านเป็นช่างหลวงฝีมือดี
ท่านผลิตแม่พิมพ์ออกมาโดยมากเป็นพิมพ์ใหญ่จำนวนแม่พิมพ์ไม่มากเพราะแค่เป็นของเสริม เพื่อให้ท่านสมเด็จโตใช้ทำพระสมเด็จของท่านเอง
เนื้อพระส่วนผสมโดยมากมักเป็นเนื้อปูนเปลือกหอยผสมมวลสารจากท่านสมเด็จโตที่ท่านยังพอมี มวลสารจึงมีไม่มากเสมือนตอนแรกๆที่ท่านสมเด็จโตสร้างพระสมเด็จและใช้แม่พิมพ์ที่ชาวบ้านทำถวาย อย่าลืมว่าท่านสมเด็จโตนั้นผลิตพระสมเด็จมานานแล้วก่อนที่หลวงวิจารณ์เจียรนัยจะสร้างแม่พิมพ์ไปถวายเพราะศรัทธาท่านสมเด็จโตพูดง่ายๆคือมารู้จักท่านช้าไปคงเป็นช่วงปี๒๔๐๐ เพราะท่านสมเด็จโตท่านมรณะภาพในปี๒๔๑๕ ช่วงนี้ท่านก็อายุมากแล้วด้วย
การเล่นพระสมเด็จโดยอาศัยแม่พิมพ์ของหลวงวิจารณ์เจียรนัยนับเป็นสิ่งดี เพราะแม่พิมพ์มาตรฐานการวิเคราะห์ง่ายว่าแท้/เก๊ และจำนวนพระสมเด็จก็ไม่มากมายเกินที่จะวิเคราะห์ไม่ได้
เซียนพระส่วนมากมักจะนิยมเล่นพระสมเด็จจากแม่พิมพ์นี้เพราะมั่นใจได้มากกว่า ราคาพระสมเด็จจากแม่พิมพ์ของท่านจึงแพงและมักแพงมาก ก็ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว
พระสมเด็จนั้นขอบข้างโดยมากมักไม่คมผู้เขียนเข้าใจว่าคงไม่ตัดขอบพระเพราะแม่พิมพ์มาตรฐานคงปาดด้านหลังและเคาะเอาพระออกมาเลยทันทีที่ทำพระเสร็จดังนั้นขอบพระจึงไม่มีลอยตัดคมให้เห็น/เมื่อเคาะกับโลหะมักเสียงกังวาล/เนื้อพระมักมีลอยเหนอะอันเนื่องมาจากการไหลซึมออกมาของน้ำมวลสารที่ทำพระสมเด็จกาลเวลาผ่านไปเมื่อแห้งแล้วจะเกิดลอยเหนอะทั่วๆไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พื้นผนังพระจะเห็นชัด/ด้านหลังมักมีลอยรูพรุนเล็กๆทั่วไปหมดทั้งแผ่น/พระสมเด็จวัดระฆังต้องมีมวลสารจะมากหรือน้อยนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งขึ้นอยู่กับการผสมเนื้อพระและการปรากฏให้เห็นของมวลสาร/พื้นผนังพระมักยุปลงไปมองเห็นชัดเจน/เส้นแนวตัวพระและฐานพระมักนูน/ใบหน้ามักเป็นรูปทรงไข่/มองเห็นเส้นแนวการกำหนดเส้นขอบพระได้ดี
ที่กล่าวมาข้างต้นต้องศึกษาให้ดีถ้าท่านชอบแม่พิมพ์พระสมเด็จของหลวงวิจารณ์เจียรนัยต้องใช้เวลา
ดูภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
-----------------------------------------------------------------------------------
ท่านผลิตแม่พิมพ์ออกมาโดยมากเป็นพิมพ์ใหญ่จำนวนแม่พิมพ์ไม่มากเพราะแค่เป็นของเสริม เพื่อให้ท่านสมเด็จโตใช้ทำพระสมเด็จของท่านเอง
เนื้อพระส่วนผสมโดยมากมักเป็นเนื้อปูนเปลือกหอยผสมมวลสารจากท่านสมเด็จโตที่ท่านยังพอมี มวลสารจึงมีไม่มากเสมือนตอนแรกๆที่ท่านสมเด็จโตสร้างพระสมเด็จและใช้แม่พิมพ์ที่ชาวบ้านทำถวาย อย่าลืมว่าท่านสมเด็จโตนั้นผลิตพระสมเด็จมานานแล้วก่อนที่หลวงวิจารณ์เจียรนัยจะสร้างแม่พิมพ์ไปถวายเพราะศรัทธาท่านสมเด็จโตพูดง่ายๆคือมารู้จักท่านช้าไปคงเป็นช่วงปี๒๔๐๐ เพราะท่านสมเด็จโตท่านมรณะภาพในปี๒๔๑๕ ช่วงนี้ท่านก็อายุมากแล้วด้วย
การเล่นพระสมเด็จโดยอาศัยแม่พิมพ์ของหลวงวิจารณ์เจียรนัยนับเป็นสิ่งดี เพราะแม่พิมพ์มาตรฐานการวิเคราะห์ง่ายว่าแท้/เก๊ และจำนวนพระสมเด็จก็ไม่มากมายเกินที่จะวิเคราะห์ไม่ได้
เซียนพระส่วนมากมักจะนิยมเล่นพระสมเด็จจากแม่พิมพ์นี้เพราะมั่นใจได้มากกว่า ราคาพระสมเด็จจากแม่พิมพ์ของท่านจึงแพงและมักแพงมาก ก็ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว
พระสมเด็จนั้นขอบข้างโดยมากมักไม่คมผู้เขียนเข้าใจว่าคงไม่ตัดขอบพระเพราะแม่พิมพ์มาตรฐานคงปาดด้านหลังและเคาะเอาพระออกมาเลยทันทีที่ทำพระเสร็จดังนั้นขอบพระจึงไม่มีลอยตัดคมให้เห็น/เมื่อเคาะกับโลหะมักเสียงกังวาล/เนื้อพระมักมีลอยเหนอะอันเนื่องมาจากการไหลซึมออกมาของน้ำมวลสารที่ทำพระสมเด็จกาลเวลาผ่านไปเมื่อแห้งแล้วจะเกิดลอยเหนอะทั่วๆไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พื้นผนังพระจะเห็นชัด/ด้านหลังมักมีลอยรูพรุนเล็กๆทั่วไปหมดทั้งแผ่น/พระสมเด็จวัดระฆังต้องมีมวลสารจะมากหรือน้อยนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งขึ้นอยู่กับการผสมเนื้อพระและการปรากฏให้เห็นของมวลสาร/พื้นผนังพระมักยุปลงไปมองเห็นชัดเจน/เส้นแนวตัวพระและฐานพระมักนูน/ใบหน้ามักเป็นรูปทรงไข่/มองเห็นเส้นแนวการกำหนดเส้นขอบพระได้ดี
ที่กล่าวมาข้างต้นต้องศึกษาให้ดีถ้าท่านชอบแม่พิมพ์พระสมเด็จของหลวงวิจารณ์เจียรนัยต้องใช้เวลา
ดูภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
-----------------------------------------------------------------------------------
Wednesday, March 27, 2013
โดยบังเอิญ รูปหล่ิอหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม
องคนี้มีเม็ดลูกนัยน์ตาด้วยทั้งสองข้าง การหล่อพระสมบูรณ์แบบ ขี้เบ้ายังติดสมบูรณ์ดี เนื้อทองเหลืองผสมทองคำยังปรากฏให้เห็น นับว่าเป็นพระอีกองค์ที่หล่อได้ดีและสวยงามมาก พิมพ์ทรงถูกต้องตามหลักการสากลที่นิยมกัน เชิญดูภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------
Monday, March 25, 2013
อยากให้ท่านชมพระซุ้มกอสวย-แท้
พระซุ้มกอองค์นี้ผสมน้ำว่าน องค์พระเนียนสวย/สีสวย ลักษณะพระเนื้อแบบนี้ไม่ต้องใช้กล้องส่องก็รู้ทันทีว่าเป็นพระแท้แน่นอนไร้ข้อสงสัย เหตุเพราะพระลักษณะประเภทนี้มีจำนวนหมุนเวียนน้อย ใช้พิมพ์ลงในนิตยสารพระเครื่องจนเป็นที่คุ้นตากันมานมนานนับแต่อดีต เป็นพระต้นแบบประเภทดูง่ายที่ใครๆอยากได้เป็นเจ้าของ เนื้อพระประเภทนี้ท่านจำไว้คือพระซุ้มกอเกรดดี มีราคาสูงและนิยม เป็นพระที่ไม้ต้องแสวงหาใบประกาศและคำยืนยัน
พระเนื้อดินผสมน้ำว่านเป็นตำหรับการทำพระเครื่องมาแต่อดีตเพราะน้ำว่านช่วยรักษาเนื้อพระให้คงอยู่ได้นานไม่แตกร้าวเวลาถูกความร้อนเมื่อเผา/หรือสุมไฟ
ท่านที่ชอบพระเนื้อดินพระองค์นี้มีอะไรให้ศึกษามากมาย ลองชมภาพประกอบดูเอง
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
พระเนื้อดินผสมน้ำว่านเป็นตำหรับการทำพระเครื่องมาแต่อดีตเพราะน้ำว่านช่วยรักษาเนื้อพระให้คงอยู่ได้นานไม่แตกร้าวเวลาถูกความร้อนเมื่อเผา/หรือสุมไฟ
ท่านที่ชอบพระเนื้อดินพระองค์นี้มีอะไรให้ศึกษามากมาย ลองชมภาพประกอบดูเอง
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
Sunday, March 24, 2013
ทำเนียบเหรียญดังยอดนิยมในวงการพระเครื่องไทย
ผู้เขียนเองชอบการผจญภัยในการแสวงหาเหรียญพระเครื่องดังๆในวงการพระเครื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามพระต่างๆ กล้าแสวงหาเช่าพระเครื่องในสนามพระที่มีของเก๊มากกว่าของแท้หลายช่วงตัว อย่างชนิดหนึ่งต่อพันหรือหนึ่งต่อหมื่น แต่มันสนุกตื่นเต้นเหมือนการออกไปผจญภัย เพราะถ้าได้ของจริงของแท้มันมีความสุขมากหลาย แต่ถ้าได้ของเทียมก็เหงื่อออกเศร้าใจเพราะเสียเงินไปมากโข แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ย่อมเป็นธรรมดาของคนชอบเล่นพระเครื่องที่เข้าใจความจริงในข้อนี้ ของแท้เราเก็บไว้/ภูมิใจ/ดีใจ/มีสุข ของเก๊เราเอามาเป็นบทเรียนและแยกไว้ต่างหาก นี่แหละคือหลักการใหญ่ของการเล่นพระเครื่องของผู้เขียน ไม่เคยโวยวายเมื่อได้ของเก๊และดีใจสุด/ภูมิใจสุดเมื่อได้ของแท้ ผู้เขียนทำแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว อีกทั้งมีข้อยกเว้นว่าการหาเช่าพระเครื่องต้องไม่ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนเป็นอันขาด แต่พระเครื่องชิ้นใดที่ขายทำเงินได้ก็ให้ครอบครัวไป ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เป็นทุนเช่าพระต่อๆไป การเช่าพระเครื่องผู้เขียนไม่กลัวเรื่องพระแท้/เก๊แต่กลัวเรื่องราคาแพงเว่อร์เกินไปและไม่อยากต่อราคาเพราะจะหมางใจต่อกัน จะเช่าราคาสมเหตุสมผลพอเช่าได้ หรือไม่ก็กลับมาเช่าใหม่ถ้าเงินพอและพระยังอยู่ในสนาม
การเล่นพระเครื่องต้องศึกษาขอเน้นว่าต้องศึกษานะครับ ไม่ใช่เล่นพระเพราะใบประกาศนียบัตรหรือคนอื่นบอกว่าแท้ เรื่องดังกล่าวเป็นแค่เรื่องรองๆลงมาถือเป็นน้ำจิ้มเท่านั้น พระแท้นั้นเปรียบเสมือนลายมือคน เมื่อพิมพ์ถูกเนื้อใช่ธรรมชาติถึงก็คือแท้ผิดจากนี้ก็คือเก๊เพราะนีคือหลักการที่ใช้กันมาตลอดเหมือนกับการพิสูจน์ลายมือคนที่มีหลักกการกำหนดเช่นกัน ฟังดูง่ายๆแค่พิมพ์ถูก/เนื้อใช่/ธรรมชาติถึงคือพระแท้ แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ แต่ละหัวข้อสามารถเอามาเขียนเป็นหนังสือได้แต่ละเล่มเป็นอย่างดี ต้องศึกษาเท่านั้นถึงจะได้ข้อสรุปว่าพิมพ์ถูกเนื้อใช่เป็นเช่นไร
วันนี้ขอลงให้ชมตัวอย่างทำเนียบเหรียญดังที่สะสมมาเพื่อให้ความรู้ ของแท้ย่อมแท้ตลอดกาลไม่ว่าจะอยู่กับใคร จะเป็นยาจกขอทาน/เศรษฐี/คนแก่คนหนุ่ม/หญิงหรือชาย/เด็กผู้ใหญ่ทุกคนมีสิทธิเป็นเจ้าของ ลองเอาของท่านมาเทียบชมดูแล้วท่านจะทราบเอง พระแท้มันแสดงออกอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว ท่านศึกษามาหรือเปล่า? ก่อนที่ท่านจะได้คำตอบสุดท้ายให้กับตนเอง
พวกเซียนที่ชอบเขียนชี้ตำหนิพระเครื่องในเชิงว่าของแท้ต้องแบบของตนเองที่มีอยู่ถ้าแบบอื่นไม่เหมือนของตนตีเก๊หมด เซียนพวกนี้มักชอบใช้วิชาการตลาดเพื่อตีค่าของแท้ของตนในราคาแพงสุดกู่ ขายชิ้นเดียวก็นอนกินไปสิบๆปี คนพวกนี้มักทำให้วงการพระเครื่องเสียหายไม่เป็นผลดีทางการเล่นพระเครื่องและมักชอบรวมหัวกันเพื่อช่วยกันให้ตนเองและพรรคพวกกันปลอดภัย ต้องและวังอย่างยิ่ง พวกคนมีเงินมักโดยหรอกมาตลอด ถ้าไม่เชื่อผม ลองเอาพระที่ท่านซื้อมาขายคืนให้มันซิ มันจะแก้ตัวต่างๆนาๆหรือถ้าซื้อคืนมันก็จะหักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ไปลองดูไป ในสนามพระนั้นแหละที่ท่านไปเช่าพระเขามา
ชมพระเครื่องสะสมของผู้เขียนเอง
ทั้งหมดคือตัวอย่างบางส่วนของพระเครื่องแท้ที่สะสมมาตลอดเวลาหลายสิบปี
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
การเล่นพระเครื่องต้องศึกษาขอเน้นว่าต้องศึกษานะครับ ไม่ใช่เล่นพระเพราะใบประกาศนียบัตรหรือคนอื่นบอกว่าแท้ เรื่องดังกล่าวเป็นแค่เรื่องรองๆลงมาถือเป็นน้ำจิ้มเท่านั้น พระแท้นั้นเปรียบเสมือนลายมือคน เมื่อพิมพ์ถูกเนื้อใช่ธรรมชาติถึงก็คือแท้ผิดจากนี้ก็คือเก๊เพราะนีคือหลักการที่ใช้กันมาตลอดเหมือนกับการพิสูจน์ลายมือคนที่มีหลักกการกำหนดเช่นกัน ฟังดูง่ายๆแค่พิมพ์ถูก/เนื้อใช่/ธรรมชาติถึงคือพระแท้ แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ แต่ละหัวข้อสามารถเอามาเขียนเป็นหนังสือได้แต่ละเล่มเป็นอย่างดี ต้องศึกษาเท่านั้นถึงจะได้ข้อสรุปว่าพิมพ์ถูกเนื้อใช่เป็นเช่นไร
วันนี้ขอลงให้ชมตัวอย่างทำเนียบเหรียญดังที่สะสมมาเพื่อให้ความรู้ ของแท้ย่อมแท้ตลอดกาลไม่ว่าจะอยู่กับใคร จะเป็นยาจกขอทาน/เศรษฐี/คนแก่คนหนุ่ม/หญิงหรือชาย/เด็กผู้ใหญ่ทุกคนมีสิทธิเป็นเจ้าของ ลองเอาของท่านมาเทียบชมดูแล้วท่านจะทราบเอง พระแท้มันแสดงออกอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว ท่านศึกษามาหรือเปล่า? ก่อนที่ท่านจะได้คำตอบสุดท้ายให้กับตนเอง
พวกเซียนที่ชอบเขียนชี้ตำหนิพระเครื่องในเชิงว่าของแท้ต้องแบบของตนเองที่มีอยู่ถ้าแบบอื่นไม่เหมือนของตนตีเก๊หมด เซียนพวกนี้มักชอบใช้วิชาการตลาดเพื่อตีค่าของแท้ของตนในราคาแพงสุดกู่ ขายชิ้นเดียวก็นอนกินไปสิบๆปี คนพวกนี้มักทำให้วงการพระเครื่องเสียหายไม่เป็นผลดีทางการเล่นพระเครื่องและมักชอบรวมหัวกันเพื่อช่วยกันให้ตนเองและพรรคพวกกันปลอดภัย ต้องและวังอย่างยิ่ง พวกคนมีเงินมักโดยหรอกมาตลอด ถ้าไม่เชื่อผม ลองเอาพระที่ท่านซื้อมาขายคืนให้มันซิ มันจะแก้ตัวต่างๆนาๆหรือถ้าซื้อคืนมันก็จะหักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ไปลองดูไป ในสนามพระนั้นแหละที่ท่านไปเช่าพระเขามา
ชมพระเครื่องสะสมของผู้เขียนเอง
ทั้งหมดคือตัวอย่างบางส่วนของพระเครื่องแท้ที่สะสมมาตลอดเวลาหลายสิบปี
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
Saturday, March 23, 2013
เหรียญหลวงพ่ออี๋ สัตหีบ ชลบุรี
เหรียญนี้เป็นเหรียญดังของภาคตะวันออก ราคาเช่าหาอยู่ที่หลักแสนแต่ต้องไม่สึกมาก หายากเพราะจำนวนการผลิตที่น้อยและที่หายสาบสูญไปอีกก็มากเพราะสมัยก่อนการเก็บรักษาไม่ใฝ่ใจเหมือนในสมัยนี้ ใครมีก็หวงแหนและรอราคาดีจึงจะปล่อยออกไป เป็นเหรียญเนื้อทองแดง/ทองแดงกะไหล่เงิน โอกาสที่จะพบหาในแผงขายพระทั่วๆไปนั้นยากยิ่ง
ประวัติวัดสัตหีบ
วัดสัตหีบ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม " วัดหลวงพ่ออี๋ " ก็เพราะว่า หลวงพ่ออี๋ เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นโดยตั้งอยู่เลขที่ 333
หมู่ 1 ถนนชายทะเล ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยวัดถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 นายขำ และ นางเอียง ทองขำ
ได้ขอพระราชทานอธิบดีเป็นที่ดินว่างเปล่าเป็นป่าไม้ที่ไม่มีเจ้าของอนุญาตให้สร้างวัด ด้านเหนือติดทางเกวียน ด้านใต้ติดทะเลและ
ด้านตะวันตกติดป่า ด้านตะวันออกติดที่ดินบ้านสัตหีบ โดยในปัจจุบันวัดนี้มีเนื้อที่จำนวน 30 ไร่ 28 ตารางวา ได้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมาอุโบสถหลังแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน ร.ศ. 138 พ.ศ.2463 เนื้อที่ได้รับพระราชทาน กว้าง 2 เส้น ยาว 3 เส้น
ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดสัตหีบ
1. พระครูวรเวทมุนี (หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร) พ.ศ.2442 - พ.ศ.2489 รวม 47 ปี
2. พระครูศรีสัตตคุณ ( พ.ม.เกษม สนตุสสโก ) พ.ศ.2489 - พ.ศ.2496 รวม 7 ปี
3. พระครูศรีสัตตคุณ ( บัญญัติ โกมุทโท ) พ.ศ.2496 - พ.ศ.2527 รวม 31 ปี
4. พระครูวิบูลธรรมบาล ( เหล็ง ธมมปาโล ) พ.ศ.2527 - จนถึงปัจจุบัน
ประวัติของหลวงพ่ออี๋ พระครูวรเวทมุนี หรือที่ปรากฏในนามที่รู้จักกันทั่วไปว่า
" หลวงพ่ออี๋ " เพราะท่านชื่อ " อี๋ " ตั้งแต่เกิด เป็นบุตรชายของ นายขำ และนางเอียง
ทองขำ เกิดวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2408 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 11 ค่ำเดือน 11
ปีฉลูที่บ้านตำบลสัตหีบ กิ่งอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อท่านอายุได้ 25 ปีได้
เข้าอุปสมบทที่วัดอ่างศิลานอกมี พระอาจารย์จั่น จนทโส เป็นพระอุปัชฌาย์
โดยในครั้งนั้นพระอุปฌาย์ได้ตั้งฉายาให้กับท่านว่า " พุทธสโร "
เมื่อท่านอุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระธรรมวินัย และศาสนพิธีในสำนักพระอุปัชฌาย์รวม 6
พรรษาโดยว่าเรื่องพระพุทธมนต์ หรือความแม่นยำในพระปาฏิโมกข์ และต่อมาได้ไปศึกษา
วิปัสสนาธุระ ในสำนักของท่านพระครูนิโรธาจารย์ (หลวงพ่อปาน) วัดบางเหี้ย ที่จังหวัด
สมุทรปราการ จนมีความชำนาญในสมถะวิปัสสนาจึงได้กลับมาจำพรรษาที่วัดอ่างศิลาอีก
เมื่อพรรษาที่ 11 ท่านได้กลับมาเยี่ยมญาติที่วัดสัตหีบ และในพรรษานั้นเองท่านได้ร่วมมือ
กับญาติโยมจัดการย้ายสำนักสงฆ์เดิมที่มีอยู่ที่หัวตลาด มาสร้างที่วัดสัตหีบในปัจจุบัน
และญาติโยมได้อาราธนาให้ท่านปกครองวัดสัตหีบ สืบจนสิ้นอายุขัยของท่าน
ท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ท่านมีส่วนในการสร้างเสมอ นับว่าท่านมีบุญคุณ
แก่วัดสัตหีบเป็นอันมาก ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลสัตหีบเมื่อ พ.ศ. 2467 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระ
อุปัชฌาย์ เมื่อตำบลสัตหีบได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงกิ่งอำเภอสัตหีบในปี
พ.ศ.2484 โดยท่านได้รับสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูวรเวทมุนี ซึ่งท่านมีความรู้ทางด้านวิปัสสนาธุระซึ่งญาติโยมทั้งหลายต่างนิยม
มาให้ท่านปลุกเสกแม้ท่านจะได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูวรเวทมุนี แล้วก็ตามประชาชนทั่วไปก็ยังนิยมเรียกท่านว่า " หลวงพ่ออี๋ "
จริยวัตรของท่าน พระครูวรเวทมุนี หรือ หลวงพ่ออี๋ ท่านเป็นสุปฎิปัณโณรูปหนึ่ง เพราะท่านเต็มไปด้วยความเมตตาไม่รักหรือ
โลภโกรธหลง ในสิ่งรอบกายและเอกลาภใดๆ ไม่ว่าจะได้เงินทองหรือสิ่งของมีค่าต่างๆที่ชาวบ้านต่างมาถวายท่านก็มิได้ใยดีต่อสิ่ง
ของเหล่านั้นโดยท่านจะนำสิ่งของเหล่านั้นมากองๆไว้ในห้องส่วนตัวของท่าน ส่วนตัวท่านเองไม่ได้อยู่ในห้องนั้น กลับออกมานอน
ข้างนอกท่ามกลางกองสมุนไพรบนเสื่อหมอนเล็กๆทั้งนี้เพื่อความสะดวกของบรรดาชาวบ้านที่จะมาขอความช่วยเหลือจากท่าน
หลวงพ่ออี๋มีความเชี่ยวชาญในด้านสมถะวิปัสสนาธุระมาก คือคล่องแคล่วในการเข้าใน
ออกนอกและในการพักจิตอยู่เป็นกสิณ เมื่อท่านปรารถนาจะสำรวมจิตแล้วไม่มีอะไรมาขัด
ขวางทางเดินภายในของท่านได้ ท่านสามารถยกจิตให้พ้นจากเวทนาได้เสมอโดยไม่เคยปริ
ปากบ่นในเรื่องทุกขเวทนาใดๆให้ผู้อื่นได้ยินเลยแม้เจ็บป่วย ก็ยังคงอยู่ในอาการอันสงบจน
หมดอายุขัยท่านด้านวัตถุมงคลท่านสร้างไว้ให้เป็นขวัญและกำลังใจของประชาชนไว้แจก
ทหารเรือหรือเสื้อยันต์ ผ้าพันหมวก ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องรางของท่านเห็นจะ
ได้แก่ " ปลัดขิก " ที่มีชื่อเสียงในด้านมงคล ทำมาค้าขึ้นที่ผู้คนนิยมเช่าไปบูชากัน
หลวงพ่ออี๋เริ่มอาพาธ ด้วยอาการฝีที่คอตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2489 ท่านไม่ได้ใส่ใจที่จะรักษาโดยปรารภว่ามันคงมาเอา
ชีวิตของท่าน ท่านเองได้แต่เอายาสมุนไพรของท่านเองปิดบ้างพอกบ้างก็ไม่ทุเลาลงเลย แต่ท่านก็ไม่ได้หยุดการรับนิมนต์ไปในที่ใดๆ
จนโรคฝีได้กำเริบมาจนวันเข้าพรรษา แล้วพิษของมันต้องทำให้ท่านพักการทำวัตรสวดมนต์ กำลังของท่านเริ่มถดถอยลงตามลำดับ
แม้มีผู้ห่วงใยแนะนำให้ท่านเข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาแต่ท่านก็ปฏิเสธและบอกว่า " ช่างมันเถอะ มันเป็นกรรมเก่าที่เจ้ากวาง
หนองไก่เตี้ย มันมาตามทวงเอาชีวิต " ท่านบอกกับคนใกล้ชิดว่าเมื่อชาติก่อนท่านเคยไปยิงกวางที่หนองไก่เตี้ยถูกที่ซอกคอของเจ้า
กวางทำให้กวางถึงแก่ความตายในที่สุดกรรมนั้นจึงมาให้ผลในชาตินี้ท่านอยากจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเสียที จนเมื่อพอถึงวันที่ 20
กันยายน พ.ศ.2489 ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 10 ปีจอเวลา 20.35 น.หลวงพ่อบอกให้พระที่เฝ้าพยาบาลท่านอยู่พยุงท่าน
ลุกนั่งแล้วสั่งไม่ให้ใครแตะต้องตัวท่านนั่งทำสมาธิตัวตรงแล้วทุกคนก็ตกใจกันสุดขีดเมื่อไม้กระดานแผ่นหนึ่งในกุฏิล้มโครมมาฟาด
กับพื้นและแผ่นกระจกแตกกระจายทั่วพื้นพอหายตกใจได้สติก็รีบหันมาดูหลวงพ่อซึ่งตรงกับเวลา 21.05 น.ท่านก็ปราศจากลม
หายใจเข้าออกเสียแล้วทุกคนต่างอยู่ในอาการเศร้าเมื่อข่าวของหลวงพ่ออี๋มรณภาพแพร่สะพัดออกไป ชาวบ้านต่างก็อยู่ในอาการ
เศร้าสร้อย และหลวงพ่ออี๋ท่านมรณภาพสิริรวมอายุของท่านได้ 82 ปี แม้เวลาจะผ่านไปนานจนถึงในปัจจุบันชื่อเสียงของท่าน
ก็ยังเป็นที่บอกกล่าวเล่าขานกันสืบต่อมา และบารมีของท่านและวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ก็ยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน.
ภาพประกอบเหรียญ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
ประวัติวัดสัตหีบ
วัดสัตหีบ หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม " วัดหลวงพ่ออี๋ " ก็เพราะว่า หลวงพ่ออี๋ เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นโดยตั้งอยู่เลขที่ 333
หมู่ 1 ถนนชายทะเล ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยวัดถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 นายขำ และ นางเอียง ทองขำ
ได้ขอพระราชทานอธิบดีเป็นที่ดินว่างเปล่าเป็นป่าไม้ที่ไม่มีเจ้าของอนุญาตให้สร้างวัด ด้านเหนือติดทางเกวียน ด้านใต้ติดทะเลและ
ด้านตะวันตกติดป่า ด้านตะวันออกติดที่ดินบ้านสัตหีบ โดยในปัจจุบันวัดนี้มีเนื้อที่จำนวน 30 ไร่ 28 ตารางวา ได้รับพระราชทาน
วิสุงคามสีมาอุโบสถหลังแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน ร.ศ. 138 พ.ศ.2463 เนื้อที่ได้รับพระราชทาน กว้าง 2 เส้น ยาว 3 เส้น
ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดสัตหีบ
1. พระครูวรเวทมุนี (หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร) พ.ศ.2442 - พ.ศ.2489 รวม 47 ปี
2. พระครูศรีสัตตคุณ ( พ.ม.เกษม สนตุสสโก ) พ.ศ.2489 - พ.ศ.2496 รวม 7 ปี
3. พระครูศรีสัตตคุณ ( บัญญัติ โกมุทโท ) พ.ศ.2496 - พ.ศ.2527 รวม 31 ปี
4. พระครูวิบูลธรรมบาล ( เหล็ง ธมมปาโล ) พ.ศ.2527 - จนถึงปัจจุบัน
ประวัติของหลวงพ่ออี๋ พระครูวรเวทมุนี หรือที่ปรากฏในนามที่รู้จักกันทั่วไปว่า
" หลวงพ่ออี๋ " เพราะท่านชื่อ " อี๋ " ตั้งแต่เกิด เป็นบุตรชายของ นายขำ และนางเอียง
ทองขำ เกิดวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2408 ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 11 ค่ำเดือน 11
ปีฉลูที่บ้านตำบลสัตหีบ กิ่งอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อท่านอายุได้ 25 ปีได้
เข้าอุปสมบทที่วัดอ่างศิลานอกมี พระอาจารย์จั่น จนทโส เป็นพระอุปัชฌาย์
โดยในครั้งนั้นพระอุปฌาย์ได้ตั้งฉายาให้กับท่านว่า " พุทธสโร "
เมื่อท่านอุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระธรรมวินัย และศาสนพิธีในสำนักพระอุปัชฌาย์รวม 6
พรรษาโดยว่าเรื่องพระพุทธมนต์ หรือความแม่นยำในพระปาฏิโมกข์ และต่อมาได้ไปศึกษา
วิปัสสนาธุระ ในสำนักของท่านพระครูนิโรธาจารย์ (หลวงพ่อปาน) วัดบางเหี้ย ที่จังหวัด
สมุทรปราการ จนมีความชำนาญในสมถะวิปัสสนาจึงได้กลับมาจำพรรษาที่วัดอ่างศิลาอีก
เมื่อพรรษาที่ 11 ท่านได้กลับมาเยี่ยมญาติที่วัดสัตหีบ และในพรรษานั้นเองท่านได้ร่วมมือ
กับญาติโยมจัดการย้ายสำนักสงฆ์เดิมที่มีอยู่ที่หัวตลาด มาสร้างที่วัดสัตหีบในปัจจุบัน
และญาติโยมได้อาราธนาให้ท่านปกครองวัดสัตหีบ สืบจนสิ้นอายุขัยของท่าน
ท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ท่านมีส่วนในการสร้างเสมอ นับว่าท่านมีบุญคุณ
แก่วัดสัตหีบเป็นอันมาก ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลสัตหีบเมื่อ พ.ศ. 2467 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระ
อุปัชฌาย์ เมื่อตำบลสัตหีบได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงกิ่งอำเภอสัตหีบในปี
พ.ศ.2484 โดยท่านได้รับสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูวรเวทมุนี ซึ่งท่านมีความรู้ทางด้านวิปัสสนาธุระซึ่งญาติโยมทั้งหลายต่างนิยม
มาให้ท่านปลุกเสกแม้ท่านจะได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูวรเวทมุนี แล้วก็ตามประชาชนทั่วไปก็ยังนิยมเรียกท่านว่า " หลวงพ่ออี๋ "
จริยวัตรของท่าน พระครูวรเวทมุนี หรือ หลวงพ่ออี๋ ท่านเป็นสุปฎิปัณโณรูปหนึ่ง เพราะท่านเต็มไปด้วยความเมตตาไม่รักหรือ
โลภโกรธหลง ในสิ่งรอบกายและเอกลาภใดๆ ไม่ว่าจะได้เงินทองหรือสิ่งของมีค่าต่างๆที่ชาวบ้านต่างมาถวายท่านก็มิได้ใยดีต่อสิ่ง
ของเหล่านั้นโดยท่านจะนำสิ่งของเหล่านั้นมากองๆไว้ในห้องส่วนตัวของท่าน ส่วนตัวท่านเองไม่ได้อยู่ในห้องนั้น กลับออกมานอน
ข้างนอกท่ามกลางกองสมุนไพรบนเสื่อหมอนเล็กๆทั้งนี้เพื่อความสะดวกของบรรดาชาวบ้านที่จะมาขอความช่วยเหลือจากท่าน
หลวงพ่ออี๋มีความเชี่ยวชาญในด้านสมถะวิปัสสนาธุระมาก คือคล่องแคล่วในการเข้าใน
ออกนอกและในการพักจิตอยู่เป็นกสิณ เมื่อท่านปรารถนาจะสำรวมจิตแล้วไม่มีอะไรมาขัด
ขวางทางเดินภายในของท่านได้ ท่านสามารถยกจิตให้พ้นจากเวทนาได้เสมอโดยไม่เคยปริ
ปากบ่นในเรื่องทุกขเวทนาใดๆให้ผู้อื่นได้ยินเลยแม้เจ็บป่วย ก็ยังคงอยู่ในอาการอันสงบจน
หมดอายุขัยท่านด้านวัตถุมงคลท่านสร้างไว้ให้เป็นขวัญและกำลังใจของประชาชนไว้แจก
ทหารเรือหรือเสื้อยันต์ ผ้าพันหมวก ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องรางของท่านเห็นจะ
ได้แก่ " ปลัดขิก " ที่มีชื่อเสียงในด้านมงคล ทำมาค้าขึ้นที่ผู้คนนิยมเช่าไปบูชากัน
หลวงพ่ออี๋เริ่มอาพาธ ด้วยอาการฝีที่คอตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2489 ท่านไม่ได้ใส่ใจที่จะรักษาโดยปรารภว่ามันคงมาเอา
ชีวิตของท่าน ท่านเองได้แต่เอายาสมุนไพรของท่านเองปิดบ้างพอกบ้างก็ไม่ทุเลาลงเลย แต่ท่านก็ไม่ได้หยุดการรับนิมนต์ไปในที่ใดๆ
จนโรคฝีได้กำเริบมาจนวันเข้าพรรษา แล้วพิษของมันต้องทำให้ท่านพักการทำวัตรสวดมนต์ กำลังของท่านเริ่มถดถอยลงตามลำดับ
แม้มีผู้ห่วงใยแนะนำให้ท่านเข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาแต่ท่านก็ปฏิเสธและบอกว่า " ช่างมันเถอะ มันเป็นกรรมเก่าที่เจ้ากวาง
หนองไก่เตี้ย มันมาตามทวงเอาชีวิต " ท่านบอกกับคนใกล้ชิดว่าเมื่อชาติก่อนท่านเคยไปยิงกวางที่หนองไก่เตี้ยถูกที่ซอกคอของเจ้า
กวางทำให้กวางถึงแก่ความตายในที่สุดกรรมนั้นจึงมาให้ผลในชาตินี้ท่านอยากจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเสียที จนเมื่อพอถึงวันที่ 20
กันยายน พ.ศ.2489 ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 10 ปีจอเวลา 20.35 น.หลวงพ่อบอกให้พระที่เฝ้าพยาบาลท่านอยู่พยุงท่าน
ลุกนั่งแล้วสั่งไม่ให้ใครแตะต้องตัวท่านนั่งทำสมาธิตัวตรงแล้วทุกคนก็ตกใจกันสุดขีดเมื่อไม้กระดานแผ่นหนึ่งในกุฏิล้มโครมมาฟาด
กับพื้นและแผ่นกระจกแตกกระจายทั่วพื้นพอหายตกใจได้สติก็รีบหันมาดูหลวงพ่อซึ่งตรงกับเวลา 21.05 น.ท่านก็ปราศจากลม
หายใจเข้าออกเสียแล้วทุกคนต่างอยู่ในอาการเศร้าเมื่อข่าวของหลวงพ่ออี๋มรณภาพแพร่สะพัดออกไป ชาวบ้านต่างก็อยู่ในอาการ
เศร้าสร้อย และหลวงพ่ออี๋ท่านมรณภาพสิริรวมอายุของท่านได้ 82 ปี แม้เวลาจะผ่านไปนานจนถึงในปัจจุบันชื่อเสียงของท่าน
ก็ยังเป็นที่บอกกล่าวเล่าขานกันสืบต่อมา และบารมีของท่านและวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ก็ยังคงอยู่ตราบนานเท่านาน.
ภาพประกอบเหรียญ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เหรียญหลวงพ่อเพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
เหรียญนี้เป็นเหรียญรุ่นแรกจำนวนผลิตสองพันเหรียญทุกเหรียญเป็นเหรียญกะไหล่ทอง ผลิตเพื่อฉลองสมณศักดิ์ของท่านในปี๒๕๐๔ เป็นเหรียญยุคสมัยปัจจุบันสามารถสืบการผลิตได้ ไม่ต้องตั้งสมมุติฐาน/หรือมีเรื่องเล่าขานแบบเหรียญดังอื่นๆ
ราคาเช่าหาอยู่ในหลักแสทั้งนั้นถ้าเป็นเหรียญสวย ดูง่าย ความคมชัดปรากฏทั่วๆไปในเหรียญเฉพาะเหรียญนี้ราคาอยู่ที่ สองแสนถ้วนไม่ขาดไม่เกิน
ดูภาพประกอบเหรียญ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
ราคาเช่าหาอยู่ในหลักแสทั้งนั้นถ้าเป็นเหรียญสวย ดูง่าย ความคมชัดปรากฏทั่วๆไปในเหรียญเฉพาะเหรียญนี้ราคาอยู่ที่ สองแสนถ้วนไม่ขาดไม่เกิน
ดูภาพประกอบเหรียญ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
Wednesday, March 6, 2013
รูปหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม
ข้อสังเกตการเล่นรูปหล่อโบราณหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม
๑.ให้ดูพิมพ์ ขนาดองค์พระจะเล็ก ฐานเขียงบาง ถ้าองค์ใหญ่/ฐานเขียงหนาควรหลีกก่อน
๒.ดูเนื้อหล่อองค์พระ เนื้อมักติดไม่เต็มองค์ มีหลุมบ่อ เนื้อไม่ตรึงแน่น
๓.ดูคราบเป้า อันนี้สำคัญ เพราะเกิดจากกรรมวิธีการผลิตโดยช่างสมัยก่อน คราบเป้าคือเอกลักษณ์ที่คนยุคก่อนทำเพื่อการสร้างองค์พระ
๔.เฉพาะพิมพ์นิยม ก้นฐานต้องมีรอยตัด
๕.ให้ศึกษาความเก่าของโลหะแต่ละชนิดที่นำมาใช้หล่อพระให้ดี อันนี้ต้องใช้เวลาการศึกษาของแต่ละคนเองและประสบการณ์ในการได้พบพระแท้มา โดยให้เริ่มศึกษาจากรูปพระแท้ก่อน และคุยกับคนชอบเล่นพระมากๆ จะเข้าใจเรื่องนี้ดี อย่าศึกษาคนเดียว
๖.พระแท้ราคาไม่ถูก เพราะคนมีของแท้มักหวงแหนมาก
ภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
๑.ให้ดูพิมพ์ ขนาดองค์พระจะเล็ก ฐานเขียงบาง ถ้าองค์ใหญ่/ฐานเขียงหนาควรหลีกก่อน
๒.ดูเนื้อหล่อองค์พระ เนื้อมักติดไม่เต็มองค์ มีหลุมบ่อ เนื้อไม่ตรึงแน่น
๓.ดูคราบเป้า อันนี้สำคัญ เพราะเกิดจากกรรมวิธีการผลิตโดยช่างสมัยก่อน คราบเป้าคือเอกลักษณ์ที่คนยุคก่อนทำเพื่อการสร้างองค์พระ
๔.เฉพาะพิมพ์นิยม ก้นฐานต้องมีรอยตัด
๕.ให้ศึกษาความเก่าของโลหะแต่ละชนิดที่นำมาใช้หล่อพระให้ดี อันนี้ต้องใช้เวลาการศึกษาของแต่ละคนเองและประสบการณ์ในการได้พบพระแท้มา โดยให้เริ่มศึกษาจากรูปพระแท้ก่อน และคุยกับคนชอบเล่นพระมากๆ จะเข้าใจเรื่องนี้ดี อย่าศึกษาคนเดียว
๖.พระแท้ราคาไม่ถูก เพราะคนมีของแท้มักหวงแหนมาก
ภาพประกอบ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
Tuesday, March 5, 2013
การชี้ตำหนิเหรียญว่าแท้/เก๊
การชี้ตำหนิเหรียญว่าแท้/เก๊นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เซียนพระทั้งหลายมักทำผิดพลาดบ่อยๆ
เวลาเสนอหลักการลงไปในหนังสือพระเครื่องมักมีข้อปัญหาให้โต้แย้งให้ผู้อ่านตลอดเวลา
ทั้งนี้เพราะเซียนพระมักทำการวิเคราะห์เข้าข้างตนเองและภาคภูมิใจในเหรียญ ของตนเอง นี่คือต้นเหตุ อีกทั้งไม่เปิดโอกาสตัวเองให้เข้าใจในเรื่องคำว่าแท้/เก๊ของเหรียญนั้นเป็น
เช่นไรคือIgnoranceนั้นเองหรือที่เรียกว่า
ineptitude และเซียนชี้เหรียญมักนึกเอาเองว่าตัวเองแน่เสมอ
อยู่ในระดับขั้นเทพ ซึ่งนี่คือข้อผิดพลาดและเป็นการดูถูกผู้ศึกษาพระเครื่องแต่ไม่มีโอกาสชี้แจงลงในหนังสือนิตยสารพระ/หรือออกความเห็นให้มวลชนทั้งหลายทราบ
การ ชี้ตำหนิเหรียญว่าแท้/เก๊ กับการชี้ตำหนิว่าเหรียญแท้ทุกเหรียญต้องเหมือนเหรียญแท้ของ ตน มันเป็นคนละเรื่องย่อมเอามาเทียบกันไม่ได้ เหมือนกับการผลิตรถยนต์รุ่นเดียวกันยี่ห้อเดียวกันสีเดียวกันแต่เป็นคนละคันและไป บอกว่ารถของคนอื่นนั้นเก๋เพราะไม่เหมือนรถของตนทั้งๆที่ซื้อออกมาจากร้าน เดียวกัน
การชี้ตำหนิเหรียญแท้/เก๊ของเซียนมักเอาเหรียญ ของตนเป็นหลักการ ทั้งๆที่ตัวเองก็เห็นเหรียญแท้มาไม่กี่เหรียญเอาเป็นว่าอย่างไรเสียคงไม่ เกินสองร้อยเหรียญแน่นอนในชีวิตการซื้อขายประเภทนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญเก่าๆที่ดังๆมียอดผลิตเป็นหลักพันอย่างต่ำก็สาม พันเหรียญที่คนรุ่นก่อนๆเก็บและหวงแหน พวกเซียนจะมีโอกาสเห็นเหรียญแท้เป็นร้อยๆเหรียญเชียวหรือ? อันนี้ก็น่าสงสัย? ใครเขาจะเอามาให้ดูชม ส่วนเหรียญเก๋ก็เช่นกัน พวกเซียนมีโอกาสเคยเห็นมาเป็นร้อยๆเหรียญหรือ? แต่ถ้าผลิตเองก็คงได้เห็นหรือสัมผัสมาแน่ แต่ของจริงมีเป็นพัน อย่างต่ำ
จากการอ่านบทความมาบ่อยๆพบช่องว่างว่าพวกเซียนพระมักชี้ตำหนิเหรียญแท้/เก๊เข้าข้างตนเองทั้งนี้เพราะ
๑.ต้องการขายเหรียญแท้ของตัวเองหรือพรรคพวกในราคาแพงสุดกู่ โดยทำให้เหมือนว่าหาได้ยากเต็มที ชาตินี้ไม่มีโอกาสอีกแล้ว โดยลืมไปว่าตัวเองนั้นได้เหรียญแท้มาเช่นไร
๒.เหรียญของตนเองที่ขายไปแล้ว ในราคาแพงๆนั้น จะได้ไม่ถูกตำหนิว่าเก๊ได้เลย
๓.เอา เหรียญเก๋ที่ตนเองซื้อผิดพลาดเองมาชี้ว่าแท้เพราะขายไปแล้วที่ราคาแพงๆและ ไม่กล้าซื้อคืนในราคาแพงๆหรือซื้อคืนก็ต้องหัก20% ยังไงก็ยังได้กำไร อย่างนี้เลวมากๆ ทำให้ชนรุ่นหลังต้องมาทะเลาะกัน
๔.เอาเหรียญแท้ของคนอื่นมาชี้ว่าเก๊ในหนังสือนิตยสารพระเครื่องของตนเองเพื่อ discredit คู่แข่งขัน อันนี้ก็เลวเช่นกัน
๕.เอาเหรียญเก๊ที่ตนเองผลิตหรือมีมากๆมาชี้ว่าแท้เพื่อจะได้ขายเหรียญของตนเองได้เรื่อยๆ และหาพรรคพวกมาเสริมตั้งเป็นชมรมของตนเอง อย่างนี้ต้องเรียกว่าบัดซบสิ้นดี
ห้าข้อดังกล่าวมาข้างต้นก็ทำให้วงการเล่นพระแย่แล้ว เพราะคนทั่วๆไปภายหลังมาเล่นพระเหรียญก็จะผิดพลาดกันไปหมด จะหาความจริงได้อย่างไร?
การ ชี้ตำหนิพระเหรียญว่าแท้/เก๊นั้น ต้องเปิดช่องว่างไว้ อย่าด่วนฟันธงลงไปว่า แท้/เก๊ ต้องเป็นเช่นนี้เช่นนั้นๆ เพราะพวกเราทุกคนยัง ineptitude อยู่คือยังไม่ชำนาญจริงสุดๆ เราเกิดมายุคหลังๆข้อมูลที่เราได้มายังไม่ครบถ้วนจริงๆและเราทุกคนเห็นของ จริงมาน้อยมากๆ เพียงแต่ว่าเราอาจจะรู้มากกว่าคนอื่นเขา แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราเก่งที่สุดๆเลยหาคนใดมาเทียบไม่ได้ พระพุทธเจ้าเองยังเคยตรัสว่า "อย่าเชื่อในสิ่งที่พระองค์เองพูด"
อันนี้หมายความว่า พระองค์เปิดโอกาสให้ ดังนั้นพวกเซียนชี้ตำหนิพระเหรียญจึงไม่ควรฟันธงลงไปเด็ดขาด
พระ เหรียญนั้นผลิตด้วยเครื่องจักร ก็ต้องมีข้อผลิตพลาดเช่นกัน ของที่ผลิตช่วงแรกๆย่อมคม/สวย/ดูง่าย/ขนาดเท่าๆกัน แต่ถ้ายังผลิตไปเรื่อยๆก็ย่อมสึกคือเกิดwear and tear ดังนั้นพระเหรียญชุดหลังๆจึงต้องมีข้อผลิตพลาดบ้างเป็นธรรมดา เช่น blur ไม่คม ตำหนิหาย ขนาดอาจผิดไป แม้แต่มาจาก block เดียวกัน ดังนั้นจะไปบอกว่าเก๊ได้อย่างไร แม้แต่วัสดุที่นำมาผลิตก็ก่อให้เกิดการผลิตพลาดได้เพราะความแข็งแกร่งไม่ เหมือนกัน ท่านลองเอาเหรียญบาทมาส่องดูยังมีความแตกต่างทั้งๆที่เหรียญบาทแท้ทุกเหรียญ
เซียนพระที่มีโอกาสเขียนบทความเรื่องการชี้ ตำหนิพระเหรียญแท้/เก๊ควรใฝ่ใจให้มากๆในเรื่องนี้ เพราะเรามีโอกาสได้เสนอความจริงแล้วอย่าทำผิดพลาด เพื่อชนรุ่นหลังจะได้สรรเสริญเราที่ทำดีและไม่เห็นแก่ตัวหรือเงินทอง
บทความเรื่องเหรียญแท้/เก๊นี้ก็นำไปใช้ได้กับพระเครื่องประเภทอื่น เช่น เนื้อดิน/ชิน/ว่าน/ผง เหมือนกันหมด เพราะพระประเภทนี้ทุกขั้นตอนการผลิตทำด้วยคนหมด การใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยมีน้อย ความผลิตพลาดจึงมีมากกว่าพวกเหรียญเยอะ พระประเภทนี้ต้องใช้หลักการยุคก่อน คือ พิมพ์ถูก/เนื้อใช่/ธรรมชาติถึง ก็พอเป็นแนวทางกำหนดแท้/เก๊แล้ว แต่ถ้ามีตำหนิครบมากๆพระองค์นั้นควรราคาแพงสูงริ้ว เพราะคงหายากมากๆแน่นอน
What you are now is the consequence of your action.
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
การ ชี้ตำหนิเหรียญว่าแท้/เก๊ กับการชี้ตำหนิว่าเหรียญแท้ทุกเหรียญต้องเหมือนเหรียญแท้ของ ตน มันเป็นคนละเรื่องย่อมเอามาเทียบกันไม่ได้ เหมือนกับการผลิตรถยนต์รุ่นเดียวกันยี่ห้อเดียวกันสีเดียวกันแต่เป็นคนละคันและไป บอกว่ารถของคนอื่นนั้นเก๋เพราะไม่เหมือนรถของตนทั้งๆที่ซื้อออกมาจากร้าน เดียวกัน
การชี้ตำหนิเหรียญแท้/เก๊ของเซียนมักเอาเหรียญ ของตนเป็นหลักการ ทั้งๆที่ตัวเองก็เห็นเหรียญแท้มาไม่กี่เหรียญเอาเป็นว่าอย่างไรเสียคงไม่ เกินสองร้อยเหรียญแน่นอนในชีวิตการซื้อขายประเภทนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหรียญเก่าๆที่ดังๆมียอดผลิตเป็นหลักพันอย่างต่ำก็สาม พันเหรียญที่คนรุ่นก่อนๆเก็บและหวงแหน พวกเซียนจะมีโอกาสเห็นเหรียญแท้เป็นร้อยๆเหรียญเชียวหรือ? อันนี้ก็น่าสงสัย? ใครเขาจะเอามาให้ดูชม ส่วนเหรียญเก๋ก็เช่นกัน พวกเซียนมีโอกาสเคยเห็นมาเป็นร้อยๆเหรียญหรือ? แต่ถ้าผลิตเองก็คงได้เห็นหรือสัมผัสมาแน่ แต่ของจริงมีเป็นพัน อย่างต่ำ
จากการอ่านบทความมาบ่อยๆพบช่องว่างว่าพวกเซียนพระมักชี้ตำหนิเหรียญแท้/เก๊เข้าข้างตนเองทั้งนี้เพราะ
๑.ต้องการขายเหรียญแท้ของตัวเองหรือพรรคพวกในราคาแพงสุดกู่ โดยทำให้เหมือนว่าหาได้ยากเต็มที ชาตินี้ไม่มีโอกาสอีกแล้ว โดยลืมไปว่าตัวเองนั้นได้เหรียญแท้มาเช่นไร
๒.เหรียญของตนเองที่ขายไปแล้ว ในราคาแพงๆนั้น จะได้ไม่ถูกตำหนิว่าเก๊ได้เลย
๓.เอา เหรียญเก๋ที่ตนเองซื้อผิดพลาดเองมาชี้ว่าแท้เพราะขายไปแล้วที่ราคาแพงๆและ ไม่กล้าซื้อคืนในราคาแพงๆหรือซื้อคืนก็ต้องหัก20% ยังไงก็ยังได้กำไร อย่างนี้เลวมากๆ ทำให้ชนรุ่นหลังต้องมาทะเลาะกัน
๔.เอาเหรียญแท้ของคนอื่นมาชี้ว่าเก๊ในหนังสือนิตยสารพระเครื่องของตนเองเพื่อ discredit คู่แข่งขัน อันนี้ก็เลวเช่นกัน
๕.เอาเหรียญเก๊ที่ตนเองผลิตหรือมีมากๆมาชี้ว่าแท้เพื่อจะได้ขายเหรียญของตนเองได้เรื่อยๆ และหาพรรคพวกมาเสริมตั้งเป็นชมรมของตนเอง อย่างนี้ต้องเรียกว่าบัดซบสิ้นดี
ห้าข้อดังกล่าวมาข้างต้นก็ทำให้วงการเล่นพระแย่แล้ว เพราะคนทั่วๆไปภายหลังมาเล่นพระเหรียญก็จะผิดพลาดกันไปหมด จะหาความจริงได้อย่างไร?
การ ชี้ตำหนิพระเหรียญว่าแท้/เก๊นั้น ต้องเปิดช่องว่างไว้ อย่าด่วนฟันธงลงไปว่า แท้/เก๊ ต้องเป็นเช่นนี้เช่นนั้นๆ เพราะพวกเราทุกคนยัง ineptitude อยู่คือยังไม่ชำนาญจริงสุดๆ เราเกิดมายุคหลังๆข้อมูลที่เราได้มายังไม่ครบถ้วนจริงๆและเราทุกคนเห็นของ จริงมาน้อยมากๆ เพียงแต่ว่าเราอาจจะรู้มากกว่าคนอื่นเขา แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราเก่งที่สุดๆเลยหาคนใดมาเทียบไม่ได้ พระพุทธเจ้าเองยังเคยตรัสว่า "อย่าเชื่อในสิ่งที่พระองค์เองพูด"
อันนี้หมายความว่า พระองค์เปิดโอกาสให้ ดังนั้นพวกเซียนชี้ตำหนิพระเหรียญจึงไม่ควรฟันธงลงไปเด็ดขาด
พระ เหรียญนั้นผลิตด้วยเครื่องจักร ก็ต้องมีข้อผลิตพลาดเช่นกัน ของที่ผลิตช่วงแรกๆย่อมคม/สวย/ดูง่าย/ขนาดเท่าๆกัน แต่ถ้ายังผลิตไปเรื่อยๆก็ย่อมสึกคือเกิดwear and tear ดังนั้นพระเหรียญชุดหลังๆจึงต้องมีข้อผลิตพลาดบ้างเป็นธรรมดา เช่น blur ไม่คม ตำหนิหาย ขนาดอาจผิดไป แม้แต่มาจาก block เดียวกัน ดังนั้นจะไปบอกว่าเก๊ได้อย่างไร แม้แต่วัสดุที่นำมาผลิตก็ก่อให้เกิดการผลิตพลาดได้เพราะความแข็งแกร่งไม่ เหมือนกัน ท่านลองเอาเหรียญบาทมาส่องดูยังมีความแตกต่างทั้งๆที่เหรียญบาทแท้ทุกเหรียญ
เซียนพระที่มีโอกาสเขียนบทความเรื่องการชี้ ตำหนิพระเหรียญแท้/เก๊ควรใฝ่ใจให้มากๆในเรื่องนี้ เพราะเรามีโอกาสได้เสนอความจริงแล้วอย่าทำผิดพลาด เพื่อชนรุ่นหลังจะได้สรรเสริญเราที่ทำดีและไม่เห็นแก่ตัวหรือเงินทอง
บทความเรื่องเหรียญแท้/เก๊นี้ก็นำไปใช้ได้กับพระเครื่องประเภทอื่น เช่น เนื้อดิน/ชิน/ว่าน/ผง เหมือนกันหมด เพราะพระประเภทนี้ทุกขั้นตอนการผลิตทำด้วยคนหมด การใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยมีน้อย ความผลิตพลาดจึงมีมากกว่าพวกเหรียญเยอะ พระประเภทนี้ต้องใช้หลักการยุคก่อน คือ พิมพ์ถูก/เนื้อใช่/ธรรมชาติถึง ก็พอเป็นแนวทางกำหนดแท้/เก๊แล้ว แต่ถ้ามีตำหนิครบมากๆพระองค์นั้นควรราคาแพงสูงริ้ว เพราะคงหายากมากๆแน่นอน
What you are now is the consequence of your action.
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
Sunday, March 3, 2013
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง
พระปิดตาที่สุดยอด/มวลสารเยี่ยมสุด/การออกแบบง่ายสวยบอกถึงศิลปชั้นเลิศเข้าใจง่าย
ก่อนอื่นต้องขอนำประวัติท่านจากข้อเขียนคนอื่นมาลงให้ทราบเพื่อจะได้เข้าใจประวัติท่านอย่างดี
ก่อนอื่นต้องขอนำประวัติท่านจากข้อเขียนคนอื่นมาลงให้ทราบเพื่อจะได้เข้าใจประวัติท่านอย่างดี
|
ประวัติ
หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง
หลวงปู่เอี่ยม
ปฐมนาม ( อ่านว่า
ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2359 เป็นบุตรนายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน 4
คน คือ
1. หลวงปู่เอี่ยม
2. นายฟัก 3. นายขำ 4. นางอิ่ม
บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่
ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้
๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด)
ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร
ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร
หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม
และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘
อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม
ไป จำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี
๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม)
อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์
หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้
สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น
มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้
ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้)
ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า
วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า
สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง
จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น "วัดสะพานสูง" จนตราบเท่าทุกวันนี้
หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ
ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น
ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้
๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร
ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก
ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม
เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก
จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา
เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก
เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระ
อุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน
๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง
ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร
โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ
แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง
แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยม
จึง ได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว
เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี
จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน
ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง
การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน
และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม
ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง
หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น
หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ
จากการเจริญกรรมฐานนี้ จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ "โสรฬ" มีเรื่องเล่ากันว่ามีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมากเป็นที่เกรงกลัว
แก่ชาวบ้านแถบนั้น หลวงปู่จึงช่วยยืนเพ่งอยู่ 3 วันเท่านั้น
ต้นตะเคียนก็เฉาและยืนต้นตาย หลวงปู่เป็นผู้มีอาคมฉมัง วาจาสิทธิ์ มักน้อยและสันโดษ
ท่านเป็นต้นแบบในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้สร้างถาวรวัตถุที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือพระอุโบสถ
พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ จึงเป็นที่มาของการสร้างพระปิดตา และตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลอันลือลั่นนั่นเอง
ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง
มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม ท่าน
มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย
ของชีวิต ก่อนที่หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา
นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า
“ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว ถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่ง
และให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า
“ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ รวมอายุได้ ๘๐ ปี บวชได้ ๕๙ พรรษา
ก่อนที่ท่านจะมรณภาพได้มีศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นตัวแทนของชาวบ้าน
และผู้เคารพนับถือศรัทธา ที่มีและไม่มีของมงคลท่านไว้บูชา กราบเรียนถามหากว่าเมื่อหลวงปู่เอี่ยม
ได้มรณภาพแล้วจักทำประการใด ท่านจึงได้มีปัจฉิมวาจาว่า " มีเหตุสุข
ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา"
จึงเป็นที่ทราบและรู้กันว่า หากผู้ใดต้องการมอบตัวเป็นศิษย์หรือต้องการให้ท่านช่วยแล้วด้วยความศรัทธา
ยิ่ง ก็ให้เอ่ยระลึกถึงชื่อของท่าน ท่านจะมาโปรดและคุ้มครองและหากเป็นเรื่องหนักหนาก็บนตัวบวชให้ท่าน
รูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงปู่เอี่ยม ท่านประดิษฐานอยู่หน้าพระอุโบสถ
สร้าง(หล่อ) ขึ้นเมื่อพ.ศ. 2480 ในสมัยหลวงปู่กลิ่น ผู้ ปกครองวัดต่อจากท่าน เพื่อการสักการบูชา ต่อมาจนทุกๆวันจะมีผู้ศรัทธาจากทุกสารทิศมากราบไหว้และบนบานฯ
ตลอดเวลาตราบแสงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า ท่านชอบกระทงใส่ดอกไม้เจ็ดสี จะมีผู้นำมาถวายและแก้บนแทบทุกวันโดยเฉพาะในวันพระแม้แต่ผงขี้ธูปและน้ำใน
คลองหน้าวัดก็ยังมีความ"ขลัง" อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
และหลังจากที่ท่านมรณภาพล่วงไปเนิ่นนานแล้วก็ตามที
ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ผลปรากฏว่าฐานที่ท่าน เคยถ่ายทุกข์เอาไว้และปิดตาย
คราวที่เกิดไฟไหม้ป่าช้า ฐานของหลวงปู่เอี่ยม เพียงหลังเดียวเท่านั้นที่ไม่ไหม้ไฟ
เมื่อความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นเช่นนั้น
ผู้คนจึงค่อยมาตัดเอาแผ่นสังกะสีไปม้วนเป็นตะกรุดจนหมดสิ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมารื้อเอาตัวไม้ไปบูชาจนไม่เหลือหรอ
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ไม่ได้อะไรเลยก็มาขุดเอาอุจจาระของท่านไปบูชา
|
พูด
ถึงหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ประชาชนทั้งสองฝั่งน้ำเจ้าพระยา
และนักเลงพระครื่องทั่วประเทศต่างร้องอ๋อทันที ทั้งนี้เพราะพระเครื่องและตะกรุดของท่านเป็นที่เลื่องลือ
ในพุทธานุภาพอย่างยิ่ง
ท่านสร้างพระปิดตาและตะกรุดมหาโสฬสมงคลไว้
ซึ่งในปัจจุบันสุดแสนจะหาชมได้อยากยิ่ง ราคาเช่าหาที่แพงลิบลิ่วนับหมื่นและหลาย ๆ
แสนบาท
ผู้ ใดมีวัตถุมงคลของท่านติดตัวไว้ก็เปรียบเสมือนมี “เกราะป้องกันอย่างแน่นหนา”
ไม่มีสรรพสิ่งหรือคมอาวุธใด ๆ มาทำรายได้ หลายท่านก็รู้และประจักษ์กันมาเป็นอย่างดี
ดังนั้นวัตถุมงคลของหลวงปู่เอี่ยมจึงประดุจดัง “เพชรน้ำเอก”
อันล้ำค่ายิ่ง
หลวง ปู่เอี่ยม ปฐมนาม ท่านเป็นชาวปากเกร็ดโดยกำเนิด เกิดที่บ้านแหลมใหญ่ข้างวัดท้องคุ้ง
ปากคลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เกิดเมื่อ พ.ศ. 2359 บิดาชื่อ นายนาคและ
มารดาชื่อ นางจันทร์ มีพี่น้องรวม 3 คน ท่านเป็นพี่ชายคนใหญ่
ด้วยอุปนิสัยที่ชอบไขว่คว้าหาความรู้รักการเรียน ดังนั้นท่านจึงศึกษาหาความรู้มาแต่วัยเด็ก
โดยเฉพาะด้านวิปัสสนากัมมัฎฐาน
เมื่อ ย่างเข้าวัย 22 ปี ท่านสละกิเลสด้วยการบวชเป็นพระภิกษุที่วัดบ่อ ต.ปากเกร็ด
อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยเข้าไปศึกษาเล่าเรียนที่วัดกัลยาณมิตร, วัดประยูรวงศาวาส, วัดนวลนรดิศ รวมแล้ว 15 พรรษา การฝึกวิปัสสนากัมมัฎฐานท่านบรรลุเป้าหมาย
ภายหลังญาติโยมและชาวบ้านพากันเดินทางไปนิมนต์ให้ท่านกลับภูมิลำเนาเดิม ท่านจึงย้ายกลับมาจำพรรษาอยู่วัดสะพานสูง
อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
วัด สะพานสูง มีชื่อเดิมว่า “วัดสว่างอารมณ์” สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัด
ก็ในคราวที่ สมเด็จพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหารเสด็จไปตรวจวัดสว่างอารมณ์
ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงหน้าวัด ชาวบ้านแถบนั้นเรียกกันว่า วัดสะพานสูงจนติดปาก
จึงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดสะพานสูง” มาจนทุกวันนี้
หลวงปู่เอี่ยมจำพรรษาอยู่ที่ วัดสะพานสูงตลอดมา
จนกระทั่งท่านมรณภาพลงเมื่อ พ.ศ. 2439 รวมสิริอายุ 80 ปี ขณะที่มาอยู่วัดสะพานสูงนั้นท่านชอบที่จะออกเดินธุดงค์เสมอ
ไม่วาจะเป็นภาคเหนือ, ภาคใต้, ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก
โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคตะวันออก ท่านเดินธุดงค์เข้าไปในประเทศลาวและเขมร ทางภาคตะวันตกท่านเดินธุดงค์ไปในเขตลุ่มน้ำสาละวิน
ประเทศพม่า ต้องผจญกับความยากลำบากความอดอยากหิวโหย
ทั้งผีป่าผีดงและสัตว์ร้ายนานัปการ ท่านก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ด้วยดี
หลวงปู่ เอี่ยมมีกระแสจิตที่แก่กล้า
การออกธุดงค์ในแต่ละคราวแตกต่างจากพระรูปอื่น ๆ คือ
ท่านออกธุดงค์คราวหนึ่งจะเป็นปี 2 ปีติดต่อกัน บางครั้งหายไปในป่าหลายปีจนบรรดาญาติโยมและคณะกรรมการวัดนึกว่าท่านเสีย
ชีวิตไปแล้ว แต่จู่ ๆ ท่านก็กลับมาที่วัดในสภาพที่ผมยาว หนวดเครารกรุงรัง ชาวบ้านแถบนั้นจำท่านไม่ได้
บางคนคิดว่าเป็นคนเสียจริตมา เมื่อทราบว่าเป็นหลวงปู่เอี่ยมต่างดีอกดีใจกันใหญ่ ท่านเป็นพระที่มีวิชาความรู้แก่กล้า
จนยากที่จะหาใครเสมอเหมือน พระเครื่องและตะกรุดของท่านจึงเป็นที่นิยม
การสร้างพระปิดตา
การ ที่ท่านออกเดินธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ นั้น
ท่านได้รวบรวมว่านไว้จำนวนมาก และว่านเหล่านี้ได้ถูกนำมาบดผสมกับผงสร้างเป็น “พระปิดตา” อันลือชื่อ
อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในพระของหลวงปู่เอี่ยมและวัตถุมงคล วัดสะพานสูงสืบต่อมา
รูปแบบพิมพ์พระหลวงปู่เอี่ยมท่านสร้างพระปิดตาขึ้นเอง โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบจากใคร
รูปแบบพิมพ์พระมีลักษณะเหมือนกับ ว่าวจุฬา เศียร แขน และเข่ามนกลม
มีขนาดใหญ่และเล็กแตกต่างกันไป
พิมพ์พระโดย มากออกจะใหญ่และล่ำสัน
พุทธลักษณะมองดูสวยงามมีความซึ้งตาไปอีกแบบหนึ่ง คนรุ่นเก่านิยมเรียกพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมว่า “พิมพ์จุฬาใหญ่และพิมพ์จุฬาเล็ก”
แต่ในวงการพระเครื่องได้เปลี่ยนชื่อ เรียกว่า “พิมพ์ชะลูด” และ “พิมพ์ตะพาบ”
โดยมองไปที่ขนาดและรูปพิมพ์พระนั่นเอง
หลายท่านยังเข้าใจผิดว่าพระปิด ตามหลวงปู่เอี่ยม
มีจำนวนมากมายหลายรุ่น ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากท่านเป็นพระที่มีวาจาสิทธิ์และกระแสจิตแก่กล้ายิ่ง
ดังนั้นการจะสร้างพระปิดตาและเครื่องรางจึงไม่มีพิธีรีตองอะไร ท่านใช้วิธีทำไปปลุกเสกไปแจกไปทีละเล็กน้อย
จึงไม่ได้สร้างไว้เป็นรุ่น ๆ คราวละมาก ๆ อย่างที่หลายท่านเข้าใจ
พระที่เหลือจากแจกจะเก็บและปลุก เสกต่อ ทำอย่างนี้ตลอด เกิดถ้าใครเอาพระไปให้หลวงปู่ดูและถามว่าพระองค์นี้สร้างรุ่นไหน? หลวงปู่เองก็ตอบไม่ถูกเพราะท่านไม่ได้สร้างพระเป็นรุ่น
ๆ กับเขาสักที สิ่งที่หลวงปู่เอี่ยมพูดเสมอ ๆ คือ “พระของฉันเก็บไว้ให้ดีต่อไปจะหายาก”
เหตุการณ์เป็นจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ทุกประการ
มวลสารสร้างพระ
1.
ว่าน 108
ชนิด
2.
ผงพระพุทธคุณที่ได้จากการลงเลขยันต์
3.
ชันยาเรือ
4.
น้ำมันตังอิ๊ว
วัด สะพานสูงหรือวัดสว่างอารมณ์ ตั้งอยู่ใกล้ริมน้ำคลองพระอุดม การสัญจรไปมาสมัยก่อนใช้เรือเป็นส่วนใหญ่รวมไปถึงการออกบิณฑบาตของพระภิกษุ
ในทุก ๆ ปีก่อนออกพรรษา หลวงปู่เอี่ยมจะให้พระลูกวัดนำเรือเก่ามาขึ้นคานเพื่อทำการขูดชันยาเรือเก่า
ออกหมด จากนั้นจึงจัดแจงยาชันใหม่เพื่อกันเรือรั่ว เนื้อชันเก่าที่ขูดออกนั้น
ถูกเก็บ และนำมาบดผสมสร้างเป็น พระภควัมบดีหรือพระปิดตา เมื่อท่านนำมาเข้าแว่นขยาย
จะแลเห็นลักษณะของชันชัดเจน
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1.
พระปิดตาประเภทเนื้อผงคลุกรัก ที่มีทั้งปิดทองและไม่ปิดทอง
2.
พระปิดตาประเภทเนื้อผงจุ่มรัก ส่วนมากมิได้ปิดทองไว้
พระปิดตาชนิดเนื้อเปลือยไม่ลงรักก็มีบ้างไม่มากนัก
แบบพิมพ์พระปิดตา
ลักษณะพิมพ์พระปิดตา แบ่งได้ 3 ชนิดใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้
1.
แบบพิมพ์พระปิดตาทั่ว ๆ ไป เช่น พระปิดตาพิมพ์ชะลูด, พระปิดตาพิมพ์ตะพาบ, พระปิดตาพิมพ์หน้าใหญ่
2.
พระปิดตาพิมพ์พนมมือ คือใช้มือสองข้างยกปิดหน้า
ลักษณะคล้ายพนมมือไหว้ที่พบมีทั้งแบบพิมพ์สองหน้าและพิมพ์หน้าเดียว
3.
พระปิดตาพิมพ์ 2 หน้า ซึ่งมีทั้งพิมพ์พนมมือและพิมพ์ธรรมดา
ตะกรุดมหาโสฬสมงคล
ตะกรุด มหาโสฬสมงคล หลวงปู่เอี่ยมเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็น “สุดยอดตะกรุด” ที่ไม่มีพระเกจิอาจารย์ใดเสมอเหมือน หาได้ยากยิ่งกว่าเพชรเสียอีก หลวงปู่เอี่ยมสร้างตะกรุดท่านด้วย
“ยันต์โสฬสมหามงคล” การลงแผ่นเงินและแผ่นตะกั่วถ้ำชา
แผ่นทองแดงแต่ละครั้งนั้น ท่านจะลงเหล็กจารด้วยลายมือท่านเอง ด้วยสมาธิอันแน่วแน่เมื่อลงเหล็กจารแล้วจะปลุกเสกซ้ำอีกครั้งก่อนที่จะแจก
จ่ายให้ลูกศิษย์ไปใช้
การสร้างตะกรุดแต่ละครั้งต้องใช้เวลายาวนาน ตะกรุดที่สร้างครั้งแรก
ๆ จึงทำมาจาก “เนื้อตะกั่วถ้ำชา”
เป็นหลัก เมื่อมีผู้รับนำไปใช้ผลปรากฏว่ายิงไม่เข้า เกียรติคุณหลวงปู่เอี่ยมจึงเป็นที่ร่ำลือ
จนมีผู้นำแผ่นเงินและแผ่นทองแดงไปให้ท่านหลวงปู่เอี่ยมลงอักขระยันต์จำนวน มาก
ท่านก็เมตตาลงให้ทุกคนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ชื่อเสียงเกียรติคุณก็ยิ่งปรากฏมากขึ้นเป็นตามลำดับ
ชนิดของตะกรุด
หลวงปู่เอี่ยมท่านสร้างตะกรุดไว้ แบ่งได้ 3 ชนิด คือ
1.
ชนิดที่สร้างด้วยเนื้อตะกั่วถ้ำชา
มีทั้งถักเชือกและไม่ได้ถักเชือกตะกรุกบางดอกพอกรักด้วย
2.
ชนิดที่ทำจากแผ่นเงินมีทั้งถักเชือกและไม่ถักเชือกพอกด้วยรักหรือจุ่มรักก็มี
3.
ชนิดที่สร้างมาจากแผ่นทองแดง
ที่พบเห็นซึ่งทั้งถักเชือกและพอกรักหรือจุ่มรัก
ก่อน ที่หลวงปู่เอี่ยมจะม้วนตะกั่ว แผ่นเงิน หรือ แผ่นทองแดง ท่านจะตัดมุมแหลมของแผ่นโลหะทั้ง
4 มุมแล้วทำการม้วนอย่างประณีต
รูตะกรุดสำหรับร้อยเชือกมีขนาดเล็ก หลังม้วนแล้วถักด้วยเชือกหุ้มทับอีกชั้นหนึ่ง ระหว่างถักเชือกจะใช้ผงพุทธคุณโรยไว้ตามร่องเชือกก่อนจะนำไปจุ่มรักอีกครั้ง
ดังนั้นตะกรุดหลวงปู่เอี่ยมเมื่อใช้กล้องส่องดูจะเห็นผงคล้ายผงพระปิดตาติด อยู่ตามเกลียวเชือก
เชือกที่ถักหุ้มนั้นจะมีลวดลายเดียว คือ ถักเป็นเกลียวแบบเชือกปอขนาดของตะกรุดมีตั้งแต่
3 – 5 นิ้ว
ตะกรุด หลวงปู่เอี่ยมนอกจากท่านจะทำแจกให้คนทั่วไปแล้ว ยังทำตะกรุดสำหรับตัวท่านใช้เอง
สมัยยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านจะคาดตะกรุดติดตัว 1 ดอก ที่สร้างจากแผ่นเงินถักเชือกและสั่งความเอาไว้ว่า
“เมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้ว ตะกรุดดอกนี้ขอให้ตกทอดเป็นของเจ้าอาวาสองค์ต่อไป
เมื่อเจ้าอาวาสที่รับผิดชอบอยู่เสียชีวิตก็ให้มอบกับเจ้าอาวาสองค์อื่น ๆ สืบต่อกันเรื่อยไป
ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดนำไปเป็นสมบัติส่วนตัว
สมัย ที่หลวงปู่สุข (พระครูนนทกิจโสภณ)
อดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อนมีชีวิตอยู่ มีผู้มาสอบถามหลวงปู่สุขถึงเรื่องตะกรุดหลวงปู่เอี่ยมที่เป็น
“มรดกตกทอด”
เสมอ ๆ ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งหลวงปู่ก็บอกว่ามีอยู่จริง แต่มิได้นำไปให้ใครชม
ผู้เขียนเองเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดกับหลวงปู่สุขมากจึงได้เห็นและถ่ายภาพไว้ ซึ่งจะได้นำมาตีแผ่ให้ชม
พุทธคุณ
พระ ภควัมบดีหรือพระปิดตาและตะกรุดหลวงปู่เอี่ยม นอกจากจะพบว่ามีพุทธคุณทางแคล้วคลาดคงกระพันชาตรีแล้ว
ยังให้ผลทางด้านเสน่ห์เมตตามหานิยมด้วย ชาวบ้านหรือใครที่ได้รับพระปิดตาและตะกรุดของหลวงปู่ไปแล้ว
มีความเชื่อมั่นและยึดมั่นเป็นอย่างยิ่ง ระยะนั้นเสือปล้นและนักเลงชุกชุมมาก
แต่ชาวบ้านหาได้เกรงกลัวไม่ ถ้าถูกปล้นจี้ก็จะจับอาวุธเข้าสู้ เมื่อโดนยิงแล้วไม่เข้ายิ่งใจใหญ่ท้ายที่สุดขุนโจรมีอันต้องล่าถอยไปเองด้วย
บารมีของหลวงปู่เอี่ยม
ส่วนผู้ที่ไม่มีพระปิดตาหรือตะกรุด หลวงปู่เอี่ยมติดตัวเลย
ก็สามารถแคล้วคลาดได้เช่นกัน ขอเพียงแต่ระลึกถึงและเอ่ยนามท่านเท่านั้น
มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว
ใน วันที่หลวงปู่เอี่ยมท่านจะมรณภาพ ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9 พ.ศ.2439 เวลาประมาณ 11:00 น.
นายหรุ่น แจ้งมา บ้านอยู่แหลมใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ที่ปรนนิบัติใกล้ชิดได้เรียนขอหลวงปู่ว่า
“ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว เกรงว่าจะไม่ฟื้น ถ้ามีอะไรดีได้กรุณาให้ศิษย์ไว้เป็นครั้งสุดท้าย”
คำตอบที่ได้รับจากหลวงปู่เอี่ยมมีเพียงว่า “ถ้ามีเหตุสุขทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงชื่อฉันก็แล้วกัน”
ตะกรุด หลวงปู่เอี่ยม มีมากหลายคราวไม่สามารถนำมาเขียนได้ถึงหมด จึงขอนำเหตุการณ์สำคัญมาเล่าสู่กันฟังที่ผู้คนเมืองนนท์ต่างทราบดีคือ
เสือเพี้ยน แดงสังวาล พอผู้คนได้ยินชื่อเสือเพี้ยนผู้มีประวัติเป็นที่น่าเกรงขามของชาวบางบัวทอง
และอำเภอปากเกร็ดมาก เสือเพี้ยนอยู่บ้านบางพลับ ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด นนทบุรี
เคยถูกเจ้าหน้าที่ปราบปรามหลายหน แต่เสือเพี้ยนสามารถหลุดรอดเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่ไปได้ทุกครั้งก็ด้วย
อำนาจบารมีตะกรุดหลวงปู่เอี่ยม ทุกครั้งที่จนมุมเสือเพี้ยนก็รอดตายจากอาวุธปืนได้ตลอด
จนผู้คนกล่าวว่า “เสือเพี้ยนหนังเหนียวและหายตัวได้”
ทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะจับเสือเพี้ยนให้อยู่มือไม่ว่าจะจับ
เป็นหรือจับตายก็ตาม ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามเสือเพี้ยน คือ “นายสุพจน์ ถึงฝั่ง” ผู้ทำหน้าที่ปลัดอำเภอบางบัวทองในขณะนั้น
ปลัดสุพจน์ก็คือบิดาของผู้เขียนเอง เป็นปลัดมือปราบที่ไม่เคยกลัวเสือเพี้ยนหรือเสือใด
ๆ ทั้งสิ้น ที่ถือว่ามีตะกรุดและพระปิดตาของหลวงปู่เอี่ยมเช่นเดียวกัน และเปิดฉากดวลปืนกับเสือเพี้ยนในระยะไม่เกิน
10 เมตร ท้ายที่สุดเสือเพี้ยนเองเป็นฝ่ายล่าถอยวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงไป
เป็นที่แปลกใจของทั้งปลัดสุพจน์และเสือเพี้ยน ซึ่งก็ต่างไม่ถูกกระสุนปืนด้วยกันทั้งคู่
เพราะผู้ใช้ต่างประสพคุณอภินิหารมากมาย จนอาจจะกล่าวได้ว่า ถ้าใครมีพระปิดตาและเครื่องรางของหลวงปู่เอี่ยมบูชาติดตัวแล้วไซร้
จะเสียชีวิตด้วยคมอาวุธเป็นไม่มี
กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว ความต้องการเสาะแสวงหาวัตถุมงคลของท่านกลับมากขึ้น
ค่านิยมก็นับวันที่จะสูงโดยลำดับ ยังไม่มีท่าทีจะหยุดนิ่งหรือเสื่อมค่าสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
คือ ความเป็นอมตะของหลวงปู่เอี่ยม “เพชรน้ำเอกแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา”
การแบ่งยุคสร้างพระปิดตา
เรื่อง ราวของหลวงปู่เอี่ยม
ผมได้เขียนไว้ในหนังสือพระเครื่องหลายฉบับ เริ่มแต่ประวัติความเป็นมา มูลเหตุของพระเครื่อง
รวมไปถึงอภินิหารที่มีผู้ประสบหลายท่านอาจจะเคยได้อ่านมาแล้ว ในหนังสือเล่มนี้จึงได้รวบรวมเอาเรื่องเหล่านั้นมารวมไว้ทั้งหมด
ซึ่งเรียกว่าสมบูรณ์ทั้งรูปและเนื้อหา ในส่วนนี้ก็เช่นกัน ผมขอนำเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับหลวงปู่เอี่ยมอีกครั้ง
แต่จะเป็นคนละเรื่องที่เคยเขียนมาแล้ว การเขียนจึงเป็นแบบสไตล์ของตัวเองคือใช้ภาษาง่าย
ๆ อ่านและเข้าใจง่าย มีหลายท่านถามผมว่า ประวัติการสร้างพระของหลวงปู่เป็นอย่างไร? ทำไมพระปิดตาหลวงปู่บางองค์จึงมีรักแดง?
ทำไมบางองค์รักจึงดำ? คำถามเหล่านี้เมื่อท่านอ่านจบ
ท่านจะทราบคำตอบได้ทันที ผมว่ามาเข้าเรื่องกันดีกว่า
การสร้างพระปิดตา
หลวง ปู่เอี่ยมนอกจากท่านจะเก่งกล้าทางวิชาอาคมแล้ว ท่านยังมีความสามารถในเชิงศิลปะอีกด้วย
ท่านเป็นช่างเขียนช่างแกะสลัก ฝีมือทางแกะสลักดีเยี่ยม
ไม้พายที่หลวงปู่ใช้พายเรื่องบิณฑบาตทุกวันนั้น วันดีคืนดีก็นำไม้พายมานั่งแกะสลักเป็นลวดลายต่าง
ๆ ที่วิจิตรยิ่งนัก คันกระสุนที่ใช้ยิงใส่อะไรต่อมิอะไรของท่าน ก็แกะคันเสียสวยงาม
หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยว่าคันกระสุนคืออะไร? คันกระสุนมีรูปร่างเหมือนคันธนู มีสายเหมือนคันธนูทุกอย่างแต่ที่สายจะทำเป็นที่สำหรับใส่กระสุนที่ปั้นด้วย
ดิน เวลายิงจะน้าวสายเหมือนยิงธนู และยิงเอาลูกกระสุนนั้นไป ซึ่งคนสมัยโบราณไม่มีหนังสติ๊ก
จึงนิยมใช้คันกระสุนแทนเมื่อตอนเด็ก ๆ เคยหัดยิง
ถ้ายิงผิดท่าลูกกระสุนจะยิงเอามือตัวเองเหมือนกัน ตอนเป็นเด็กผมเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดกับ
หลวงปู่สุข วัดสะพานสูง เคยเห็นพายที่หลวงปู่เอี่ยมแกะเห็นคันกระสุนที่หลวงปู่ใช้ ปัจจุบันไม่ทราบว่าใครเอาไปแล้ว
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมก็เช่นกัน หลวงปู่เป็นผู้ออกแบบและทำแบบพิมพ์เองทุกอย่าง
เมื่อมองเผิน ๆ ดูเหมือนเป็นแบบที่ง่าย แต่ถ้าดูให้ดีแบบพิมพ์และลีลาลึกซึ้งสวยงามคลาสสิกมาก
ทุกส่วนกลมกลืนได้สัดส่วนเหมาะสมสวยงามไปหมด
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมแบ่งได้ 3 ยุค
พระปิดตา (พระภควัมบดี) หลวงปู่เอี่ยมยุคแรก ๆ นั้นเรียกว่า “ยุคต้น” พระถูกเคลือบด้วย
“รักแดง” รักแดงที่ว่าท่านได้รักมาจากประเทศจีนเป็นรักที่ทำจากเปลือกไม้ธรรมชาติ
พระปิดตาของท่านไม่ว่าจะเป็นพระที่จุ่มรัก ทารัก หรือ คลุกรัก ลักษณะพระจะออกไปทางสีน้ำตาลไหม้เข้ม
ๆ อมแดง คนโบราณเขาเรียกว่า “รักแดง” พระปิดตาชุดนี้ขึ้นชื่อมาก
ขอให้ท่านสังเกตจากพระที่นำมาลงในเล่มนี้ พระยุคแรก ๆ เมื่อพระถูกใช้ไปนาน ๆ
รักจะลอกร่อนออกโดยง่าย สีของรักจะซีด ผิวจะมีลักษณะเปลือกไม้สวยงามแบบธรรมชาติ
เมื่อรักลอกหมด เนื้อพระจะแลดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
พระปิดตายุคกลาง หลวงปู่เอี่ยมใช้รักแดงที่มีอยู่ผสมกับรักดำซึ่งเป็นรักวิทยาศาสตร์นำไปทา
หรือจุ่มกับพระปิดตา ดังนั้นพระปิดตา “ยุคกลาง” จึงมีสีดำปนแดง ถ้าส่องดูด้วยแว่นขยายจะเห็นเป็นจุดแดงหรือเหลือบแดงปนอยู่ในเนื้อรักดำ
มูลเหตุที่หลวงปู่นำรักดำผสมกับรักแดงนั้นเนื่องจากรักแดงที่ได้มาจากประเทศ จึงเริ่มน้อยลง
พระปิดตายุคกลางเนื้อรักจะเกาะติดกับองค์พระแน่น ไม่ชำรุดเสียหายง่ายเหมือนพระปิดตาในยุคต้น
ๆ
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมยุคปลาย พระที่ผ่านการจุ่มรักจะเป็นสีดำ
ถือว่าเป็นพระช่วงท้ายชีวิตท่าน เพราะรักแดงที่ใช้นั้นหมดไม่มีเหลือ คงมีแต่รักทางวิทยาศาสตร์ที่มีสีออกดำสนิทเวลาจุ่มหรือทา
ลงไปจะติดกับเนื้อพระแน่น ไม่ชำรุดเสียหายง่าย สีผิวพระที่จุ่มรักดำสนิทพระยุคหลังนี้คงทนต่อเวลาซื้อหากันจะดูยากสักหน่อย
จึงต้องอาศัยการสังเกตพิมพ์พระและความเก่าเนื้อรัก พระปิดตาหลวงปู่ที่ทำปลอมจะดูเหมือนและใกล้เคียงโดยใช้ความร้อนและวิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์
นอกเหนือไปจากพระปิดตาที่หลวงปู่เอี่ยมสร้างทั้ง 3 ลักษณะดังกล่าวไปแล้วยังมีพระปิดตาชนิดที่ท่านสร้างโดยไม่จุ่มหรือทารักใด
ๆ ที่เรียกว่า “เนื้อพระล้วน ๆ หรือเนื้อเปลือย ๆ” ซึ่งจะท่านจะพบเห็นได้ในหนังสือฉบับนี้เช่นกัน
สมัยที่ เป็นนายอำเภอปากเกร็ดมีจดหมายถึงผมมากมาย เนื้อหาใจความคือสอบถามเรื่องพระหลวงปู่ในจำนวนจดหมายหลาย
ๆ ฉบับถามว่า “พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมมีเนื้อตะกั่วและเนื้อสำริดหรือไม่?
คำตอบคือพระเนื้อตะกั่วนั้นมีสร้างไว้แน่แตน้อยมากนับองค์ได้ ส่วนเนื้อสำริดนั้นไม่มีอย่างแน่นอน
พอเขียนมาถึงตรงนี้ก็เกิดคำถามต่อไปอีกว่า แล้วที่เคยเห็นพระปิดตาเนื้อสำริดผ่านตาอยู่บ้างนั้นเป็นพระของใคร?
คำตอบคือท่าน นายทวีป ทวีพาณิชย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีที่มีความเคารพหลวงปู่เอี่ยมมากไปขออนุญาต
จากวัดสะพานสูงสร้างพระปิดตาไว้ 1 รุ่น ใน เมื่อทางวัดอนุญาตให้สร้างได้ท่านก็มาขอพระหลวงปู่เอี่ยมของผมไปเป็นแม่
พิมพ์ พร้อมทั้งมอบหมายให้ผมเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง พิธีการครั้งนี้ใหญ่มาก
โดยทำพิธีปลุกเสกกันในพระอุโบสถวัดสะพานสูง การอัญเชิญดวงวิญญาณหลวงปู่เอี่ยมร่วมปลุกเสก
การสร้างพระ ปิดตาคราวนี้มีพระเนื้อผงเป็นหลัก มีเนื้อสำริด เนื้อทองคำอยู่บ้างไม่มากนัก
บังเอิญเนื้อสำริดนั้นผสมเนื้อได้สัดส่วนจึงดูสวยงาม เมื่อพระถูกใช้แล้วดูเก่าเนื้อดีเหลือเกิน
ความจริงพระสร้างเมื่อ พ.ศ.2536 นี้เอง จึงยืนยันว่าในสมัย หลวงปู่เอี่ยม
ไม่มีพระเนื้อสำริดแน่นอน
พระ ปิดตาเนื้อตะกั่วที่นำภาพมาลงให้ชมนั้น เป็นพระปิดตาที่บรรจุไว้ที่คอระฆังเจดีย์วัดสะพานสูง
ท่านหลวงปู่สุขเป็นผู้นำออกมามีพระอยู่เพียง 8 องค์ ท่านมอบให้ผมไว้บูชา 2
องค์ เมื่อผมสอบถามชาวบ้านข้างวัดในคลองพระอุดมเรื่อยไปจนถึงอำเภอลาดหลุมแก้ว
แล้ว ไม่เคยเห็นใครมีพระปิดตาเนื้อตะกั่วพิมพ์นี้เลย เมื่อเรื่องเป็นดังนี้ท่านอย่าไปสนใจเลยพระเนื้อตะกั่วยิ่งดูยาก
ขืนใหัความสนใจมากประเดี๋ยวบรรดามือผียุ่งเข้ามาอีก เรื่องอาจบานปลายคงไม่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องใด
พิมพ์ทรงพระปิดตา
พระปิดตาวัดสะพานสูงมีอาจารย์ถึง 3 องค์เป็นผู้สร้างพระปิดตาในลักษณะเดียวกัน
คือ
1.
หลวงปู่เอี่ยม เป็นพระบรมครูพระพิมพ์ปิดตาทรงนี้
2.
หลวงปู่กลิ่น (พระครูโสภณศาสนกิจ) ลูกศิษย์หลวงปู่เอี่ยม
3.
หลวงปู่สุข (พระครูนนทกิจโสภณ) ลูกศิษย์หลวงปู่กลิ่น
เป็นผู้สืบทอดแบบพิมพ์พระปิดตาไว้
นอก จากยอดพระอาจารย์ที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีหลวงปู่จอน วัดกระโจมทอง
อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และอาจารย์ผัน วัดอินทราราม ปากเกร็ด นนทบุรี ก็สร้างพระปิดตาเลียนแบบหลวงปู่เอี่ยมเหมือนกัน
นักสะสมพระเครื่อง จำนวนมากจึงแยกแยะพิมพ์ทรงในพระปิดตา
หลวงปู่เอี่ยมไม่ออกทั้ง 5
พิมพ์ เห็นพระเนื้อเก่าหน่อยก็เหมาเป็นพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมเสียหมด
ด้วยซื้อขายได้ราคาดี เคยได้ไปดูงานประกวดพระเครื่องแห่งหนึ่ง มีการนำเอาพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมองค์ที่ชนะเลิศวางโชว์ในตู้
ผมเห็นแล้วตกใจ เพราะพระองค์ที่โชว์นั้นเป็นพระปิดตาของท่าน อาจารย์ผัน
วัดอินทราราม ต.บางกะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงไม่ทราบว่าเขาตัดสินกันอย่างไร?
วิธี สังเกตแบบง่าย ๆ ถ้านำพระปิดตาหลายๆ องค์มาวางเรียงกัน พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมจะแลดูสวยงามได้สัดส่วนกว่า
องค์พระมีลักษณะล่ำสัน สมส่วนหัวเข่ากว้าง หน้าผากมีรอยบุบลงไปทุกองค์
ยกเว้นพระปิดตาพิมพ์พนมมือ ส่วนพระพิมพ์ที่หน้าผากไม่บุบลงไปนั้นก็มีอยู่บ้างน้อยมาก
พร้อม ๆ กับการดูเนื้อพระประกอบ
การดูเนื้อพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมนั้น ถือว่าเป็น “จุดตาย” ที่สำคัญยิ่ง
เนื้อพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง เนื้อในจะเป็นเนื้อสีน้ำตาลที่มีเนื้อสีน้ำตาลอ่อนแก่เท่านั้น
ไม่มีเนื้อสีขาวโดยเด็ดขาด เนื้อพระแลดูหยาบเห็นมวลสารชัดเจน จึงขอบอกกับท่านเลยว่าตรงนี้คือจุดตาย
ถ้าใครเอาพระปิดตาเนื้อสีขาวมาขายท่านโดยอ้างว่าเป็นพระของหลวงปู่เอี่ยมขอ ท่านอย่าได้สนใจผ่านได้ก็ผ่านเลยไป
บางคนอาจไปเจอพระพิมพ์ปิดตาที่เสมือนของหลวงปู่เอี่ยมทุกอย่าง แต่เนื้อสีขาว พาลเหมาเอาเป็นพระหลวงปู่เอี่ยมประเภทเนื้อสีขาว
ข้อเท็จจริงเรื่อง นี้มีอยู่ว่า ในการสร้างพระยุคต้น ๆ
ของหลวงปู่กลิ่น ท่านได้นำพิมพ์พระหลวงปู่เอี่ยมมาสร้างไว้เช่นกันเป็นพระปิดตาเนื้อสีขาว
นี่แหละคือความต่างในเนื้อพระ ถ้าท่านอ่านมาถึงตรงนี้ ความกระจ่างจะเกิดขึ้นทันที
ผมจึงสรุปได้ว่า พระปิดตาเนื้อสีขาวเป็นพระของหลวงปู่กลิ่น หลวงพ่อทองสุข
(หลวงปู่สุข) ส่วนพระหลวงปู่จอนและอาจารย์ผันไม่ต้องพูดถึง พิมพ์พระดูเพี้ยนขนาดองค์พระเล็กกว่ามาก
ด้านพุทธคุณ พระปิดตาและตะกรุดหลวงปู่เอี่ยมนั้นไม่ต้องพูดถึงมากนัก
ด้วยผมได้สาธยายไปหมดแล้ว ความจริงผู้ที่ประสบพบมาค่อนข้างมากคือตัวผมเอง เคยปะทะกับกลุ่ม
ผกค., ขจก.
และ จคม. อย่างโชกโชน 7 ครั้ง เดินบุกป่าฝ่ากับระเบิดมาไม่รู้ว่าเท่าไหร่
ถ้าไม่ได้หลวงปู่เอี่ยมคุ้มครอง ป่านนี้ผมคงจะแย่ไปแล้ว
ผมคงไม่อาจเขียนถึงรายละเอียดได้ ไม่ต้องการที่จะเอาตัวเองมาโฆษณา
ประเดี๋ยวจะหาว่าผมอวดตัว ซึ่งผมไม่ใช่คนอย่างนั้น เอาละครับเขียนมาพอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อนแล้วค่อยพบกันใหม่
คัดลอกจากหนังสือ
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี โดย คุณดิเรก ถึงฝั่ง
ของสำนักพิมพ์ยอดพระเกจิ ขอขอบพระคุณ มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
ลง เผยแพร่ เพื่อบูชาคุณ หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม
ซึ่งขอปราวณาตัวเป็นศิษย์ โดยไม่มีเจตนาใด ๆ แอบแฝง ท่านผู้ใดจะคัดลอกไปใช้ ควรระบุที่มาให้ชัดเจนเพื่อเป็นการขอบคุณและให้เกียรติกับผู้เขียนทุกครั้ง
ภาพประกอบพระปิดตาของท่านที่สร้างไว้ ราคาเล่นหาแพงมากในปััจุบัน ต้องเลขเจ็ดหลักอย่างต่ำ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
-------------------------------------------------------------------------
Subscribe to:
Comments (Atom)



































