ก่อนอื่นต้องขอนำประวัติท่านจากข้อเขียนคนอื่นมาลงให้ทราบเพื่อจะได้เข้าใจประวัติท่านอย่างดี
|
ประวัติ
หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง
หลวงปู่เอี่ยม
ปฐมนาม ( อ่านว่า
ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2359 เป็นบุตรนายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน 4
คน คือ
1. หลวงปู่เอี่ยม
2. นายฟัก 3. นายขำ 4. นางอิ่ม
บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่
ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้
๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด)
ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร
ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร
หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม
และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘
อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม
ไป จำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี
๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม)
อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์
หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้
สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น
มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้
ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้)
ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า
วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า
สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง
จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น "วัดสะพานสูง" จนตราบเท่าทุกวันนี้
หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ
ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น
ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้
๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร
ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก
ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม
เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก
จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา
เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก
เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระ
อุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน
๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง
ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร
โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ
แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง
แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยม
จึง ได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว
เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี
จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน
ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง
การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน
และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม
ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง
หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น
หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ
จากการเจริญกรรมฐานนี้ จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ "โสรฬ" มีเรื่องเล่ากันว่ามีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมากเป็นที่เกรงกลัว
แก่ชาวบ้านแถบนั้น หลวงปู่จึงช่วยยืนเพ่งอยู่ 3 วันเท่านั้น
ต้นตะเคียนก็เฉาและยืนต้นตาย หลวงปู่เป็นผู้มีอาคมฉมัง วาจาสิทธิ์ มักน้อยและสันโดษ
ท่านเป็นต้นแบบในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้สร้างถาวรวัตถุที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือพระอุโบสถ
พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ จึงเป็นที่มาของการสร้างพระปิดตา และตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลอันลือลั่นนั่นเอง
ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง
มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม ท่าน
มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย
ของชีวิต ก่อนที่หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา
นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า
“ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว ถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่ง
และให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า
“ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ รวมอายุได้ ๘๐ ปี บวชได้ ๕๙ พรรษา
ก่อนที่ท่านจะมรณภาพได้มีศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นตัวแทนของชาวบ้าน
และผู้เคารพนับถือศรัทธา ที่มีและไม่มีของมงคลท่านไว้บูชา กราบเรียนถามหากว่าเมื่อหลวงปู่เอี่ยม
ได้มรณภาพแล้วจักทำประการใด ท่านจึงได้มีปัจฉิมวาจาว่า " มีเหตุสุข
ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา"
จึงเป็นที่ทราบและรู้กันว่า หากผู้ใดต้องการมอบตัวเป็นศิษย์หรือต้องการให้ท่านช่วยแล้วด้วยความศรัทธา
ยิ่ง ก็ให้เอ่ยระลึกถึงชื่อของท่าน ท่านจะมาโปรดและคุ้มครองและหากเป็นเรื่องหนักหนาก็บนตัวบวชให้ท่าน
รูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงปู่เอี่ยม ท่านประดิษฐานอยู่หน้าพระอุโบสถ
สร้าง(หล่อ) ขึ้นเมื่อพ.ศ. 2480 ในสมัยหลวงปู่กลิ่น ผู้ ปกครองวัดต่อจากท่าน เพื่อการสักการบูชา ต่อมาจนทุกๆวันจะมีผู้ศรัทธาจากทุกสารทิศมากราบไหว้และบนบานฯ
ตลอดเวลาตราบแสงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า ท่านชอบกระทงใส่ดอกไม้เจ็ดสี จะมีผู้นำมาถวายและแก้บนแทบทุกวันโดยเฉพาะในวันพระแม้แต่ผงขี้ธูปและน้ำใน
คลองหน้าวัดก็ยังมีความ"ขลัง" อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
และหลังจากที่ท่านมรณภาพล่วงไปเนิ่นนานแล้วก็ตามที
ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ผลปรากฏว่าฐานที่ท่าน เคยถ่ายทุกข์เอาไว้และปิดตาย
คราวที่เกิดไฟไหม้ป่าช้า ฐานของหลวงปู่เอี่ยม เพียงหลังเดียวเท่านั้นที่ไม่ไหม้ไฟ
เมื่อความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นเช่นนั้น
ผู้คนจึงค่อยมาตัดเอาแผ่นสังกะสีไปม้วนเป็นตะกรุดจนหมดสิ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมารื้อเอาตัวไม้ไปบูชาจนไม่เหลือหรอ
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ไม่ได้อะไรเลยก็มาขุดเอาอุจจาระของท่านไปบูชา
|
พูด
ถึงหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ประชาชนทั้งสองฝั่งน้ำเจ้าพระยา
และนักเลงพระครื่องทั่วประเทศต่างร้องอ๋อทันที ทั้งนี้เพราะพระเครื่องและตะกรุดของท่านเป็นที่เลื่องลือ
ในพุทธานุภาพอย่างยิ่ง
ท่านสร้างพระปิดตาและตะกรุดมหาโสฬสมงคลไว้
ซึ่งในปัจจุบันสุดแสนจะหาชมได้อยากยิ่ง ราคาเช่าหาที่แพงลิบลิ่วนับหมื่นและหลาย ๆ
แสนบาท
ผู้ ใดมีวัตถุมงคลของท่านติดตัวไว้ก็เปรียบเสมือนมี “เกราะป้องกันอย่างแน่นหนา”
ไม่มีสรรพสิ่งหรือคมอาวุธใด ๆ มาทำรายได้ หลายท่านก็รู้และประจักษ์กันมาเป็นอย่างดี
ดังนั้นวัตถุมงคลของหลวงปู่เอี่ยมจึงประดุจดัง “เพชรน้ำเอก”
อันล้ำค่ายิ่ง
หลวง ปู่เอี่ยม ปฐมนาม ท่านเป็นชาวปากเกร็ดโดยกำเนิด เกิดที่บ้านแหลมใหญ่ข้างวัดท้องคุ้ง
ปากคลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เกิดเมื่อ พ.ศ. 2359 บิดาชื่อ นายนาคและ
มารดาชื่อ นางจันทร์ มีพี่น้องรวม 3 คน ท่านเป็นพี่ชายคนใหญ่
ด้วยอุปนิสัยที่ชอบไขว่คว้าหาความรู้รักการเรียน ดังนั้นท่านจึงศึกษาหาความรู้มาแต่วัยเด็ก
โดยเฉพาะด้านวิปัสสนากัมมัฎฐาน
เมื่อ ย่างเข้าวัย 22 ปี ท่านสละกิเลสด้วยการบวชเป็นพระภิกษุที่วัดบ่อ ต.ปากเกร็ด
อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยเข้าไปศึกษาเล่าเรียนที่วัดกัลยาณมิตร, วัดประยูรวงศาวาส, วัดนวลนรดิศ รวมแล้ว 15 พรรษา การฝึกวิปัสสนากัมมัฎฐานท่านบรรลุเป้าหมาย
ภายหลังญาติโยมและชาวบ้านพากันเดินทางไปนิมนต์ให้ท่านกลับภูมิลำเนาเดิม ท่านจึงย้ายกลับมาจำพรรษาอยู่วัดสะพานสูง
อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
วัด สะพานสูง มีชื่อเดิมว่า “วัดสว่างอารมณ์” สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัด
ก็ในคราวที่ สมเด็จพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหารเสด็จไปตรวจวัดสว่างอารมณ์
ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงหน้าวัด ชาวบ้านแถบนั้นเรียกกันว่า วัดสะพานสูงจนติดปาก
จึงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดสะพานสูง” มาจนทุกวันนี้
หลวงปู่เอี่ยมจำพรรษาอยู่ที่ วัดสะพานสูงตลอดมา
จนกระทั่งท่านมรณภาพลงเมื่อ พ.ศ. 2439 รวมสิริอายุ 80 ปี ขณะที่มาอยู่วัดสะพานสูงนั้นท่านชอบที่จะออกเดินธุดงค์เสมอ
ไม่วาจะเป็นภาคเหนือ, ภาคใต้, ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก
โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคตะวันออก ท่านเดินธุดงค์เข้าไปในประเทศลาวและเขมร ทางภาคตะวันตกท่านเดินธุดงค์ไปในเขตลุ่มน้ำสาละวิน
ประเทศพม่า ต้องผจญกับความยากลำบากความอดอยากหิวโหย
ทั้งผีป่าผีดงและสัตว์ร้ายนานัปการ ท่านก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ด้วยดี
หลวงปู่ เอี่ยมมีกระแสจิตที่แก่กล้า
การออกธุดงค์ในแต่ละคราวแตกต่างจากพระรูปอื่น ๆ คือ
ท่านออกธุดงค์คราวหนึ่งจะเป็นปี 2 ปีติดต่อกัน บางครั้งหายไปในป่าหลายปีจนบรรดาญาติโยมและคณะกรรมการวัดนึกว่าท่านเสีย
ชีวิตไปแล้ว แต่จู่ ๆ ท่านก็กลับมาที่วัดในสภาพที่ผมยาว หนวดเครารกรุงรัง ชาวบ้านแถบนั้นจำท่านไม่ได้
บางคนคิดว่าเป็นคนเสียจริตมา เมื่อทราบว่าเป็นหลวงปู่เอี่ยมต่างดีอกดีใจกันใหญ่ ท่านเป็นพระที่มีวิชาความรู้แก่กล้า
จนยากที่จะหาใครเสมอเหมือน พระเครื่องและตะกรุดของท่านจึงเป็นที่นิยม
การสร้างพระปิดตา
การ ที่ท่านออกเดินธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ นั้น
ท่านได้รวบรวมว่านไว้จำนวนมาก และว่านเหล่านี้ได้ถูกนำมาบดผสมกับผงสร้างเป็น “พระปิดตา” อันลือชื่อ
อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในพระของหลวงปู่เอี่ยมและวัตถุมงคล วัดสะพานสูงสืบต่อมา
รูปแบบพิมพ์พระหลวงปู่เอี่ยมท่านสร้างพระปิดตาขึ้นเอง โดยไม่ได้ลอกเลียนแบบจากใคร
รูปแบบพิมพ์พระมีลักษณะเหมือนกับ ว่าวจุฬา เศียร แขน และเข่ามนกลม
มีขนาดใหญ่และเล็กแตกต่างกันไป
พิมพ์พระโดย มากออกจะใหญ่และล่ำสัน
พุทธลักษณะมองดูสวยงามมีความซึ้งตาไปอีกแบบหนึ่ง คนรุ่นเก่านิยมเรียกพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมว่า “พิมพ์จุฬาใหญ่และพิมพ์จุฬาเล็ก”
แต่ในวงการพระเครื่องได้เปลี่ยนชื่อ เรียกว่า “พิมพ์ชะลูด” และ “พิมพ์ตะพาบ”
โดยมองไปที่ขนาดและรูปพิมพ์พระนั่นเอง
หลายท่านยังเข้าใจผิดว่าพระปิด ตามหลวงปู่เอี่ยม
มีจำนวนมากมายหลายรุ่น ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากท่านเป็นพระที่มีวาจาสิทธิ์และกระแสจิตแก่กล้ายิ่ง
ดังนั้นการจะสร้างพระปิดตาและเครื่องรางจึงไม่มีพิธีรีตองอะไร ท่านใช้วิธีทำไปปลุกเสกไปแจกไปทีละเล็กน้อย
จึงไม่ได้สร้างไว้เป็นรุ่น ๆ คราวละมาก ๆ อย่างที่หลายท่านเข้าใจ
พระที่เหลือจากแจกจะเก็บและปลุก เสกต่อ ทำอย่างนี้ตลอด เกิดถ้าใครเอาพระไปให้หลวงปู่ดูและถามว่าพระองค์นี้สร้างรุ่นไหน? หลวงปู่เองก็ตอบไม่ถูกเพราะท่านไม่ได้สร้างพระเป็นรุ่น
ๆ กับเขาสักที สิ่งที่หลวงปู่เอี่ยมพูดเสมอ ๆ คือ “พระของฉันเก็บไว้ให้ดีต่อไปจะหายาก”
เหตุการณ์เป็นจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ทุกประการ
มวลสารสร้างพระ
1.
ว่าน 108
ชนิด
2.
ผงพระพุทธคุณที่ได้จากการลงเลขยันต์
3.
ชันยาเรือ
4.
น้ำมันตังอิ๊ว
วัด สะพานสูงหรือวัดสว่างอารมณ์ ตั้งอยู่ใกล้ริมน้ำคลองพระอุดม การสัญจรไปมาสมัยก่อนใช้เรือเป็นส่วนใหญ่รวมไปถึงการออกบิณฑบาตของพระภิกษุ
ในทุก ๆ ปีก่อนออกพรรษา หลวงปู่เอี่ยมจะให้พระลูกวัดนำเรือเก่ามาขึ้นคานเพื่อทำการขูดชันยาเรือเก่า
ออกหมด จากนั้นจึงจัดแจงยาชันใหม่เพื่อกันเรือรั่ว เนื้อชันเก่าที่ขูดออกนั้น
ถูกเก็บ และนำมาบดผสมสร้างเป็น พระภควัมบดีหรือพระปิดตา เมื่อท่านนำมาเข้าแว่นขยาย
จะแลเห็นลักษณะของชันชัดเจน
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1.
พระปิดตาประเภทเนื้อผงคลุกรัก ที่มีทั้งปิดทองและไม่ปิดทอง
2.
พระปิดตาประเภทเนื้อผงจุ่มรัก ส่วนมากมิได้ปิดทองไว้
พระปิดตาชนิดเนื้อเปลือยไม่ลงรักก็มีบ้างไม่มากนัก
แบบพิมพ์พระปิดตา
ลักษณะพิมพ์พระปิดตา แบ่งได้ 3 ชนิดใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้
1.
แบบพิมพ์พระปิดตาทั่ว ๆ ไป เช่น พระปิดตาพิมพ์ชะลูด, พระปิดตาพิมพ์ตะพาบ, พระปิดตาพิมพ์หน้าใหญ่
2.
พระปิดตาพิมพ์พนมมือ คือใช้มือสองข้างยกปิดหน้า
ลักษณะคล้ายพนมมือไหว้ที่พบมีทั้งแบบพิมพ์สองหน้าและพิมพ์หน้าเดียว
3.
พระปิดตาพิมพ์ 2 หน้า ซึ่งมีทั้งพิมพ์พนมมือและพิมพ์ธรรมดา
ตะกรุดมหาโสฬสมงคล
ตะกรุด มหาโสฬสมงคล หลวงปู่เอี่ยมเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็น “สุดยอดตะกรุด” ที่ไม่มีพระเกจิอาจารย์ใดเสมอเหมือน หาได้ยากยิ่งกว่าเพชรเสียอีก หลวงปู่เอี่ยมสร้างตะกรุดท่านด้วย
“ยันต์โสฬสมหามงคล” การลงแผ่นเงินและแผ่นตะกั่วถ้ำชา
แผ่นทองแดงแต่ละครั้งนั้น ท่านจะลงเหล็กจารด้วยลายมือท่านเอง ด้วยสมาธิอันแน่วแน่เมื่อลงเหล็กจารแล้วจะปลุกเสกซ้ำอีกครั้งก่อนที่จะแจก
จ่ายให้ลูกศิษย์ไปใช้
การสร้างตะกรุดแต่ละครั้งต้องใช้เวลายาวนาน ตะกรุดที่สร้างครั้งแรก
ๆ จึงทำมาจาก “เนื้อตะกั่วถ้ำชา”
เป็นหลัก เมื่อมีผู้รับนำไปใช้ผลปรากฏว่ายิงไม่เข้า เกียรติคุณหลวงปู่เอี่ยมจึงเป็นที่ร่ำลือ
จนมีผู้นำแผ่นเงินและแผ่นทองแดงไปให้ท่านหลวงปู่เอี่ยมลงอักขระยันต์จำนวน มาก
ท่านก็เมตตาลงให้ทุกคนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ชื่อเสียงเกียรติคุณก็ยิ่งปรากฏมากขึ้นเป็นตามลำดับ
ชนิดของตะกรุด
หลวงปู่เอี่ยมท่านสร้างตะกรุดไว้ แบ่งได้ 3 ชนิด คือ
1.
ชนิดที่สร้างด้วยเนื้อตะกั่วถ้ำชา
มีทั้งถักเชือกและไม่ได้ถักเชือกตะกรุกบางดอกพอกรักด้วย
2.
ชนิดที่ทำจากแผ่นเงินมีทั้งถักเชือกและไม่ถักเชือกพอกด้วยรักหรือจุ่มรักก็มี
3.
ชนิดที่สร้างมาจากแผ่นทองแดง
ที่พบเห็นซึ่งทั้งถักเชือกและพอกรักหรือจุ่มรัก
ก่อน ที่หลวงปู่เอี่ยมจะม้วนตะกั่ว แผ่นเงิน หรือ แผ่นทองแดง ท่านจะตัดมุมแหลมของแผ่นโลหะทั้ง
4 มุมแล้วทำการม้วนอย่างประณีต
รูตะกรุดสำหรับร้อยเชือกมีขนาดเล็ก หลังม้วนแล้วถักด้วยเชือกหุ้มทับอีกชั้นหนึ่ง ระหว่างถักเชือกจะใช้ผงพุทธคุณโรยไว้ตามร่องเชือกก่อนจะนำไปจุ่มรักอีกครั้ง
ดังนั้นตะกรุดหลวงปู่เอี่ยมเมื่อใช้กล้องส่องดูจะเห็นผงคล้ายผงพระปิดตาติด อยู่ตามเกลียวเชือก
เชือกที่ถักหุ้มนั้นจะมีลวดลายเดียว คือ ถักเป็นเกลียวแบบเชือกปอขนาดของตะกรุดมีตั้งแต่
3 – 5 นิ้ว
ตะกรุด หลวงปู่เอี่ยมนอกจากท่านจะทำแจกให้คนทั่วไปแล้ว ยังทำตะกรุดสำหรับตัวท่านใช้เอง
สมัยยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านจะคาดตะกรุดติดตัว 1 ดอก ที่สร้างจากแผ่นเงินถักเชือกและสั่งความเอาไว้ว่า
“เมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้ว ตะกรุดดอกนี้ขอให้ตกทอดเป็นของเจ้าอาวาสองค์ต่อไป
เมื่อเจ้าอาวาสที่รับผิดชอบอยู่เสียชีวิตก็ให้มอบกับเจ้าอาวาสองค์อื่น ๆ สืบต่อกันเรื่อยไป
ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดนำไปเป็นสมบัติส่วนตัว
สมัย ที่หลวงปู่สุข (พระครูนนทกิจโสภณ)
อดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อนมีชีวิตอยู่ มีผู้มาสอบถามหลวงปู่สุขถึงเรื่องตะกรุดหลวงปู่เอี่ยมที่เป็น
“มรดกตกทอด”
เสมอ ๆ ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งหลวงปู่ก็บอกว่ามีอยู่จริง แต่มิได้นำไปให้ใครชม
ผู้เขียนเองเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดกับหลวงปู่สุขมากจึงได้เห็นและถ่ายภาพไว้ ซึ่งจะได้นำมาตีแผ่ให้ชม
พุทธคุณ
พระ ภควัมบดีหรือพระปิดตาและตะกรุดหลวงปู่เอี่ยม นอกจากจะพบว่ามีพุทธคุณทางแคล้วคลาดคงกระพันชาตรีแล้ว
ยังให้ผลทางด้านเสน่ห์เมตตามหานิยมด้วย ชาวบ้านหรือใครที่ได้รับพระปิดตาและตะกรุดของหลวงปู่ไปแล้ว
มีความเชื่อมั่นและยึดมั่นเป็นอย่างยิ่ง ระยะนั้นเสือปล้นและนักเลงชุกชุมมาก
แต่ชาวบ้านหาได้เกรงกลัวไม่ ถ้าถูกปล้นจี้ก็จะจับอาวุธเข้าสู้ เมื่อโดนยิงแล้วไม่เข้ายิ่งใจใหญ่ท้ายที่สุดขุนโจรมีอันต้องล่าถอยไปเองด้วย
บารมีของหลวงปู่เอี่ยม
ส่วนผู้ที่ไม่มีพระปิดตาหรือตะกรุด หลวงปู่เอี่ยมติดตัวเลย
ก็สามารถแคล้วคลาดได้เช่นกัน ขอเพียงแต่ระลึกถึงและเอ่ยนามท่านเท่านั้น
มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว
ใน วันที่หลวงปู่เอี่ยมท่านจะมรณภาพ ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9 พ.ศ.2439 เวลาประมาณ 11:00 น.
นายหรุ่น แจ้งมา บ้านอยู่แหลมใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ที่ปรนนิบัติใกล้ชิดได้เรียนขอหลวงปู่ว่า
“ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว เกรงว่าจะไม่ฟื้น ถ้ามีอะไรดีได้กรุณาให้ศิษย์ไว้เป็นครั้งสุดท้าย”
คำตอบที่ได้รับจากหลวงปู่เอี่ยมมีเพียงว่า “ถ้ามีเหตุสุขทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงชื่อฉันก็แล้วกัน”
ตะกรุด หลวงปู่เอี่ยม มีมากหลายคราวไม่สามารถนำมาเขียนได้ถึงหมด จึงขอนำเหตุการณ์สำคัญมาเล่าสู่กันฟังที่ผู้คนเมืองนนท์ต่างทราบดีคือ
เสือเพี้ยน แดงสังวาล พอผู้คนได้ยินชื่อเสือเพี้ยนผู้มีประวัติเป็นที่น่าเกรงขามของชาวบางบัวทอง
และอำเภอปากเกร็ดมาก เสือเพี้ยนอยู่บ้านบางพลับ ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด นนทบุรี
เคยถูกเจ้าหน้าที่ปราบปรามหลายหน แต่เสือเพี้ยนสามารถหลุดรอดเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่ไปได้ทุกครั้งก็ด้วย
อำนาจบารมีตะกรุดหลวงปู่เอี่ยม ทุกครั้งที่จนมุมเสือเพี้ยนก็รอดตายจากอาวุธปืนได้ตลอด
จนผู้คนกล่าวว่า “เสือเพี้ยนหนังเหนียวและหายตัวได้”
ทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะจับเสือเพี้ยนให้อยู่มือไม่ว่าจะจับ
เป็นหรือจับตายก็ตาม ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามเสือเพี้ยน คือ “นายสุพจน์ ถึงฝั่ง” ผู้ทำหน้าที่ปลัดอำเภอบางบัวทองในขณะนั้น
ปลัดสุพจน์ก็คือบิดาของผู้เขียนเอง เป็นปลัดมือปราบที่ไม่เคยกลัวเสือเพี้ยนหรือเสือใด
ๆ ทั้งสิ้น ที่ถือว่ามีตะกรุดและพระปิดตาของหลวงปู่เอี่ยมเช่นเดียวกัน และเปิดฉากดวลปืนกับเสือเพี้ยนในระยะไม่เกิน
10 เมตร ท้ายที่สุดเสือเพี้ยนเองเป็นฝ่ายล่าถอยวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงไป
เป็นที่แปลกใจของทั้งปลัดสุพจน์และเสือเพี้ยน ซึ่งก็ต่างไม่ถูกกระสุนปืนด้วยกันทั้งคู่
เพราะผู้ใช้ต่างประสพคุณอภินิหารมากมาย จนอาจจะกล่าวได้ว่า ถ้าใครมีพระปิดตาและเครื่องรางของหลวงปู่เอี่ยมบูชาติดตัวแล้วไซร้
จะเสียชีวิตด้วยคมอาวุธเป็นไม่มี
กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว ความต้องการเสาะแสวงหาวัตถุมงคลของท่านกลับมากขึ้น
ค่านิยมก็นับวันที่จะสูงโดยลำดับ ยังไม่มีท่าทีจะหยุดนิ่งหรือเสื่อมค่าสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
คือ ความเป็นอมตะของหลวงปู่เอี่ยม “เพชรน้ำเอกแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา”
การแบ่งยุคสร้างพระปิดตา
เรื่อง ราวของหลวงปู่เอี่ยม
ผมได้เขียนไว้ในหนังสือพระเครื่องหลายฉบับ เริ่มแต่ประวัติความเป็นมา มูลเหตุของพระเครื่อง
รวมไปถึงอภินิหารที่มีผู้ประสบหลายท่านอาจจะเคยได้อ่านมาแล้ว ในหนังสือเล่มนี้จึงได้รวบรวมเอาเรื่องเหล่านั้นมารวมไว้ทั้งหมด
ซึ่งเรียกว่าสมบูรณ์ทั้งรูปและเนื้อหา ในส่วนนี้ก็เช่นกัน ผมขอนำเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับหลวงปู่เอี่ยมอีกครั้ง
แต่จะเป็นคนละเรื่องที่เคยเขียนมาแล้ว การเขียนจึงเป็นแบบสไตล์ของตัวเองคือใช้ภาษาง่าย
ๆ อ่านและเข้าใจง่าย มีหลายท่านถามผมว่า ประวัติการสร้างพระของหลวงปู่เป็นอย่างไร? ทำไมพระปิดตาหลวงปู่บางองค์จึงมีรักแดง?
ทำไมบางองค์รักจึงดำ? คำถามเหล่านี้เมื่อท่านอ่านจบ
ท่านจะทราบคำตอบได้ทันที ผมว่ามาเข้าเรื่องกันดีกว่า
การสร้างพระปิดตา
หลวง ปู่เอี่ยมนอกจากท่านจะเก่งกล้าทางวิชาอาคมแล้ว ท่านยังมีความสามารถในเชิงศิลปะอีกด้วย
ท่านเป็นช่างเขียนช่างแกะสลัก ฝีมือทางแกะสลักดีเยี่ยม
ไม้พายที่หลวงปู่ใช้พายเรื่องบิณฑบาตทุกวันนั้น วันดีคืนดีก็นำไม้พายมานั่งแกะสลักเป็นลวดลายต่าง
ๆ ที่วิจิตรยิ่งนัก คันกระสุนที่ใช้ยิงใส่อะไรต่อมิอะไรของท่าน ก็แกะคันเสียสวยงาม
หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยว่าคันกระสุนคืออะไร? คันกระสุนมีรูปร่างเหมือนคันธนู มีสายเหมือนคันธนูทุกอย่างแต่ที่สายจะทำเป็นที่สำหรับใส่กระสุนที่ปั้นด้วย
ดิน เวลายิงจะน้าวสายเหมือนยิงธนู และยิงเอาลูกกระสุนนั้นไป ซึ่งคนสมัยโบราณไม่มีหนังสติ๊ก
จึงนิยมใช้คันกระสุนแทนเมื่อตอนเด็ก ๆ เคยหัดยิง
ถ้ายิงผิดท่าลูกกระสุนจะยิงเอามือตัวเองเหมือนกัน ตอนเป็นเด็กผมเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดกับ
หลวงปู่สุข วัดสะพานสูง เคยเห็นพายที่หลวงปู่เอี่ยมแกะเห็นคันกระสุนที่หลวงปู่ใช้ ปัจจุบันไม่ทราบว่าใครเอาไปแล้ว
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมก็เช่นกัน หลวงปู่เป็นผู้ออกแบบและทำแบบพิมพ์เองทุกอย่าง
เมื่อมองเผิน ๆ ดูเหมือนเป็นแบบที่ง่าย แต่ถ้าดูให้ดีแบบพิมพ์และลีลาลึกซึ้งสวยงามคลาสสิกมาก
ทุกส่วนกลมกลืนได้สัดส่วนเหมาะสมสวยงามไปหมด
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมแบ่งได้ 3 ยุค
พระปิดตา (พระภควัมบดี) หลวงปู่เอี่ยมยุคแรก ๆ นั้นเรียกว่า “ยุคต้น” พระถูกเคลือบด้วย
“รักแดง” รักแดงที่ว่าท่านได้รักมาจากประเทศจีนเป็นรักที่ทำจากเปลือกไม้ธรรมชาติ
พระปิดตาของท่านไม่ว่าจะเป็นพระที่จุ่มรัก ทารัก หรือ คลุกรัก ลักษณะพระจะออกไปทางสีน้ำตาลไหม้เข้ม
ๆ อมแดง คนโบราณเขาเรียกว่า “รักแดง” พระปิดตาชุดนี้ขึ้นชื่อมาก
ขอให้ท่านสังเกตจากพระที่นำมาลงในเล่มนี้ พระยุคแรก ๆ เมื่อพระถูกใช้ไปนาน ๆ
รักจะลอกร่อนออกโดยง่าย สีของรักจะซีด ผิวจะมีลักษณะเปลือกไม้สวยงามแบบธรรมชาติ
เมื่อรักลอกหมด เนื้อพระจะแลดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
พระปิดตายุคกลาง หลวงปู่เอี่ยมใช้รักแดงที่มีอยู่ผสมกับรักดำซึ่งเป็นรักวิทยาศาสตร์นำไปทา
หรือจุ่มกับพระปิดตา ดังนั้นพระปิดตา “ยุคกลาง” จึงมีสีดำปนแดง ถ้าส่องดูด้วยแว่นขยายจะเห็นเป็นจุดแดงหรือเหลือบแดงปนอยู่ในเนื้อรักดำ
มูลเหตุที่หลวงปู่นำรักดำผสมกับรักแดงนั้นเนื่องจากรักแดงที่ได้มาจากประเทศ จึงเริ่มน้อยลง
พระปิดตายุคกลางเนื้อรักจะเกาะติดกับองค์พระแน่น ไม่ชำรุดเสียหายง่ายเหมือนพระปิดตาในยุคต้น
ๆ
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมยุคปลาย พระที่ผ่านการจุ่มรักจะเป็นสีดำ
ถือว่าเป็นพระช่วงท้ายชีวิตท่าน เพราะรักแดงที่ใช้นั้นหมดไม่มีเหลือ คงมีแต่รักทางวิทยาศาสตร์ที่มีสีออกดำสนิทเวลาจุ่มหรือทา
ลงไปจะติดกับเนื้อพระแน่น ไม่ชำรุดเสียหายง่าย สีผิวพระที่จุ่มรักดำสนิทพระยุคหลังนี้คงทนต่อเวลาซื้อหากันจะดูยากสักหน่อย
จึงต้องอาศัยการสังเกตพิมพ์พระและความเก่าเนื้อรัก พระปิดตาหลวงปู่ที่ทำปลอมจะดูเหมือนและใกล้เคียงโดยใช้ความร้อนและวิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์
นอกเหนือไปจากพระปิดตาที่หลวงปู่เอี่ยมสร้างทั้ง 3 ลักษณะดังกล่าวไปแล้วยังมีพระปิดตาชนิดที่ท่านสร้างโดยไม่จุ่มหรือทารักใด
ๆ ที่เรียกว่า “เนื้อพระล้วน ๆ หรือเนื้อเปลือย ๆ” ซึ่งจะท่านจะพบเห็นได้ในหนังสือฉบับนี้เช่นกัน
สมัยที่ เป็นนายอำเภอปากเกร็ดมีจดหมายถึงผมมากมาย เนื้อหาใจความคือสอบถามเรื่องพระหลวงปู่ในจำนวนจดหมายหลาย
ๆ ฉบับถามว่า “พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมมีเนื้อตะกั่วและเนื้อสำริดหรือไม่?
คำตอบคือพระเนื้อตะกั่วนั้นมีสร้างไว้แน่แตน้อยมากนับองค์ได้ ส่วนเนื้อสำริดนั้นไม่มีอย่างแน่นอน
พอเขียนมาถึงตรงนี้ก็เกิดคำถามต่อไปอีกว่า แล้วที่เคยเห็นพระปิดตาเนื้อสำริดผ่านตาอยู่บ้างนั้นเป็นพระของใคร?
คำตอบคือท่าน นายทวีป ทวีพาณิชย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีที่มีความเคารพหลวงปู่เอี่ยมมากไปขออนุญาต
จากวัดสะพานสูงสร้างพระปิดตาไว้ 1 รุ่น ใน เมื่อทางวัดอนุญาตให้สร้างได้ท่านก็มาขอพระหลวงปู่เอี่ยมของผมไปเป็นแม่
พิมพ์ พร้อมทั้งมอบหมายให้ผมเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง พิธีการครั้งนี้ใหญ่มาก
โดยทำพิธีปลุกเสกกันในพระอุโบสถวัดสะพานสูง การอัญเชิญดวงวิญญาณหลวงปู่เอี่ยมร่วมปลุกเสก
การสร้างพระ ปิดตาคราวนี้มีพระเนื้อผงเป็นหลัก มีเนื้อสำริด เนื้อทองคำอยู่บ้างไม่มากนัก
บังเอิญเนื้อสำริดนั้นผสมเนื้อได้สัดส่วนจึงดูสวยงาม เมื่อพระถูกใช้แล้วดูเก่าเนื้อดีเหลือเกิน
ความจริงพระสร้างเมื่อ พ.ศ.2536 นี้เอง จึงยืนยันว่าในสมัย หลวงปู่เอี่ยม
ไม่มีพระเนื้อสำริดแน่นอน
พระ ปิดตาเนื้อตะกั่วที่นำภาพมาลงให้ชมนั้น เป็นพระปิดตาที่บรรจุไว้ที่คอระฆังเจดีย์วัดสะพานสูง
ท่านหลวงปู่สุขเป็นผู้นำออกมามีพระอยู่เพียง 8 องค์ ท่านมอบให้ผมไว้บูชา 2
องค์ เมื่อผมสอบถามชาวบ้านข้างวัดในคลองพระอุดมเรื่อยไปจนถึงอำเภอลาดหลุมแก้ว
แล้ว ไม่เคยเห็นใครมีพระปิดตาเนื้อตะกั่วพิมพ์นี้เลย เมื่อเรื่องเป็นดังนี้ท่านอย่าไปสนใจเลยพระเนื้อตะกั่วยิ่งดูยาก
ขืนใหัความสนใจมากประเดี๋ยวบรรดามือผียุ่งเข้ามาอีก เรื่องอาจบานปลายคงไม่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องใด
พิมพ์ทรงพระปิดตา
พระปิดตาวัดสะพานสูงมีอาจารย์ถึง 3 องค์เป็นผู้สร้างพระปิดตาในลักษณะเดียวกัน
คือ
1.
หลวงปู่เอี่ยม เป็นพระบรมครูพระพิมพ์ปิดตาทรงนี้
2.
หลวงปู่กลิ่น (พระครูโสภณศาสนกิจ) ลูกศิษย์หลวงปู่เอี่ยม
3.
หลวงปู่สุข (พระครูนนทกิจโสภณ) ลูกศิษย์หลวงปู่กลิ่น
เป็นผู้สืบทอดแบบพิมพ์พระปิดตาไว้
นอก จากยอดพระอาจารย์ที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีหลวงปู่จอน วัดกระโจมทอง
อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และอาจารย์ผัน วัดอินทราราม ปากเกร็ด นนทบุรี ก็สร้างพระปิดตาเลียนแบบหลวงปู่เอี่ยมเหมือนกัน
นักสะสมพระเครื่อง จำนวนมากจึงแยกแยะพิมพ์ทรงในพระปิดตา
หลวงปู่เอี่ยมไม่ออกทั้ง 5
พิมพ์ เห็นพระเนื้อเก่าหน่อยก็เหมาเป็นพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมเสียหมด
ด้วยซื้อขายได้ราคาดี เคยได้ไปดูงานประกวดพระเครื่องแห่งหนึ่ง มีการนำเอาพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมองค์ที่ชนะเลิศวางโชว์ในตู้
ผมเห็นแล้วตกใจ เพราะพระองค์ที่โชว์นั้นเป็นพระปิดตาของท่าน อาจารย์ผัน
วัดอินทราราม ต.บางกะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงไม่ทราบว่าเขาตัดสินกันอย่างไร?
วิธี สังเกตแบบง่าย ๆ ถ้านำพระปิดตาหลายๆ องค์มาวางเรียงกัน พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมจะแลดูสวยงามได้สัดส่วนกว่า
องค์พระมีลักษณะล่ำสัน สมส่วนหัวเข่ากว้าง หน้าผากมีรอยบุบลงไปทุกองค์
ยกเว้นพระปิดตาพิมพ์พนมมือ ส่วนพระพิมพ์ที่หน้าผากไม่บุบลงไปนั้นก็มีอยู่บ้างน้อยมาก
พร้อม ๆ กับการดูเนื้อพระประกอบ
การดูเนื้อพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยมนั้น ถือว่าเป็น “จุดตาย” ที่สำคัญยิ่ง
เนื้อพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง เนื้อในจะเป็นเนื้อสีน้ำตาลที่มีเนื้อสีน้ำตาลอ่อนแก่เท่านั้น
ไม่มีเนื้อสีขาวโดยเด็ดขาด เนื้อพระแลดูหยาบเห็นมวลสารชัดเจน จึงขอบอกกับท่านเลยว่าตรงนี้คือจุดตาย
ถ้าใครเอาพระปิดตาเนื้อสีขาวมาขายท่านโดยอ้างว่าเป็นพระของหลวงปู่เอี่ยมขอ ท่านอย่าได้สนใจผ่านได้ก็ผ่านเลยไป
บางคนอาจไปเจอพระพิมพ์ปิดตาที่เสมือนของหลวงปู่เอี่ยมทุกอย่าง แต่เนื้อสีขาว พาลเหมาเอาเป็นพระหลวงปู่เอี่ยมประเภทเนื้อสีขาว
ข้อเท็จจริงเรื่อง นี้มีอยู่ว่า ในการสร้างพระยุคต้น ๆ
ของหลวงปู่กลิ่น ท่านได้นำพิมพ์พระหลวงปู่เอี่ยมมาสร้างไว้เช่นกันเป็นพระปิดตาเนื้อสีขาว
นี่แหละคือความต่างในเนื้อพระ ถ้าท่านอ่านมาถึงตรงนี้ ความกระจ่างจะเกิดขึ้นทันที
ผมจึงสรุปได้ว่า พระปิดตาเนื้อสีขาวเป็นพระของหลวงปู่กลิ่น หลวงพ่อทองสุข
(หลวงปู่สุข) ส่วนพระหลวงปู่จอนและอาจารย์ผันไม่ต้องพูดถึง พิมพ์พระดูเพี้ยนขนาดองค์พระเล็กกว่ามาก
ด้านพุทธคุณ พระปิดตาและตะกรุดหลวงปู่เอี่ยมนั้นไม่ต้องพูดถึงมากนัก
ด้วยผมได้สาธยายไปหมดแล้ว ความจริงผู้ที่ประสบพบมาค่อนข้างมากคือตัวผมเอง เคยปะทะกับกลุ่ม
ผกค., ขจก.
และ จคม. อย่างโชกโชน 7 ครั้ง เดินบุกป่าฝ่ากับระเบิดมาไม่รู้ว่าเท่าไหร่
ถ้าไม่ได้หลวงปู่เอี่ยมคุ้มครอง ป่านนี้ผมคงจะแย่ไปแล้ว
ผมคงไม่อาจเขียนถึงรายละเอียดได้ ไม่ต้องการที่จะเอาตัวเองมาโฆษณา
ประเดี๋ยวจะหาว่าผมอวดตัว ซึ่งผมไม่ใช่คนอย่างนั้น เอาละครับเขียนมาพอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อนแล้วค่อยพบกันใหม่
คัดลอกจากหนังสือ
พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง นนทบุรี โดย คุณดิเรก ถึงฝั่ง
ของสำนักพิมพ์ยอดพระเกจิ ขอขอบพระคุณ มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
ลง เผยแพร่ เพื่อบูชาคุณ หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม
ซึ่งขอปราวณาตัวเป็นศิษย์ โดยไม่มีเจตนาใด ๆ แอบแฝง ท่านผู้ใดจะคัดลอกไปใช้ ควรระบุที่มาให้ชัดเจนเพื่อเป็นการขอบคุณและให้เกียรติกับผู้เขียนทุกครั้ง
ภาพประกอบพระปิดตาของท่านที่สร้างไว้ ราคาเล่นหาแพงมากในปััจุบัน ต้องเลขเจ็ดหลักอย่างต่ำ
ม.โชคชัย ทรงเสี่ยงไชย
-------------------------------------------------------------------------

No comments:
Post a Comment